Home Research/Trainings Research Projects โครงการต่อเนื่องที่ 5 โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบาย กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

โครงการต่อเนื่องที่ 5 โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบาย กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

Print PDF

โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบาย กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า

๑. หลักการและเหตุผล

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางในทุกมิติและทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะได้แต่งตั้งอนุกรรมการด้านที่ดินและป่าให้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิทธิในการจัดการที่ดินและป่าไม้อย่างแข็งขัน  ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและกฎหมาย ระเบียบตลอดจนแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทำการศึกษาวิจัยสาเหตุของปัญหาการละเมิดสิทธิ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจและพัฒนากลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้านสิทธิในการจัดการที่ดินและป่าไม้  มาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ แล้ว  เรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิประชาชนเกี่ยวกับเรื่องที่ดินและป่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า ๕๐๐ เรื่อง (นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา) ทั้งจากหน่วยงานของรัฐและจากเอกชน ซึ่งจากการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้ได้พบการละเมิดสิทธิในหลายรูปแบบหลายลักษณะ นอกเหนือจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่เหมาะสม ทุจริต เลือกปฏิบัติ ฯลฯ

จากข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่าเหตุปัจจัยรากเหง้าของข้อพิพาทส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างนโยบายและกฎหมายในหลายแง่มุม อาทิ ระเบียบกฎหมายเก่าแก่ล้าสมัยไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคม กฎหมายมีความซับซ้อน การเลือกใช้กฎหมาย ฯลฯ ส่งผลให้เกิดการใช้อำนาจรัฐและกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เหมาะสมเป็นเครื่องมือละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างกว้างขวางและเป็นเหตุให้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามายัง กสม. และหน่วยงานอื่นๆของรัฐ เป็นจำนวนมากจนตรวจสอบไม่ทัน

ยิ่งกว่านั้นในการเชิญเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนให้ข้อมูลความเห็นเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายยังพบว่ามีประเด็นทางกฎหมายจำนวนมากที่แม้แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งนิติกรและนักวิชาการด้านกฎหมายเองก็สับสน ไม่สามารถให้คำตอบได้เพราะไม่มีความรู้หรือความรู้ล้าหลังไม่ทันสมัย แต่ใช้หลักฐานตามความเข้าใจของตนส่งฟ้องศาล และศาลก็มิได้ออกไปไต่สวนหาข้อเท็จจริงจึงมักเชื่อหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าหลักฐานความเป็นจริงเชิงประจักษ์ในพื้นที่ ประชาชนจึงมักแพ้คดีอันเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว จนต้องออกมาร้องเรียนและชุมนุมประท้วงกันตามที่ทราบกันดีแล้ว

การแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิด้านที่ดินและป่าจึงไม่เพียงตรวจสอบการละเมิดสิทธิอันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น แต่จะต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่นโยบายและกฎหมายอันเป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและละเมิดสิทธิประชาชนด้วย แต่งานศึกษาวิจัยในปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส.ก.ว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากร พบว่ายังมีไม่มากนักและไม่ครอบคลุมปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์นโยบายกฎหมายในมุมกว้างๆ แม้จะมีข้อเสนอในการปรับแก้กฎหมายมามากแล้วแต่เป็นข้อเสนอจากมุมมองการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่พบงานใดๆที่ศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการละเมิดสิทธิเพื่อเสนอแนะการปรับปรุงระเบียบกฎหมายในระดับปฏิบัติการที่ละเมิดสิทธิของประชาชน

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยถึงรายละเอียดของกฎหมาย ระเบียบ ปฏิบัติ มติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวอย่างละเอียด โดยใช้ข้อมูลรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นฐาน เพื่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ปัญหาข้อเท็จจริง ปัญหาทางกฎหมาย ตลอดจนความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างสภาพปัญหาจริงกับกฎหมาย ระเบียบ ปฏิบัติ  อันนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนตัวบทกฎหมายนั้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ต่อไป

๒. วัตถุประสงค์

โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบาย กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัยดังนี้

๒.๑ เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากเรื่องร้องเรียน รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ และนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่าไม้ ในพื้นที่ประเภทต่างๆ ได้แก่ ที่ราชพัสดุ ที่ สปก. ที่ดินเอกชน ที่สาธารณประโยชน์ และที่ป่าไม้
๒.๒ เพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์ประเด็นทางนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการละเมิดสิทธิในที่ดินและป่า
๒.๓ เพื่อจัดทำความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขนโยบายและกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของประชาชน
๒.๔ เพื่อจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่า

๓. ขอบเขตงานวิจัย

๓.๑ ศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงจากเรื่องร้องเรียน รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ และนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่าไม้ ในพื้นที่ประเภทต่างๆ ได้แก่ ที่ราชพัสดุ ที่ ส.ป.ก. ที่ดินเอกชน ที่สาธารณประโยชน์ โครงการของรัฐ และที่ป่าไม้
๓.๒ วิเคราะห์สังเคราะห์ประเด็นทางนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิในที่ดินและป่า
๓.๓ เสนอความคิดเห็น
๓.๓.๑ การปรับปรุงแก้ไข นโยบายและกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเขตพื้นที่ที่ราชพัสดุ ที่ สปก. ที่ดินเอกชน ที่สาธารณประโยชน์ และที่ป่าไม้
๓.๓.๒ การปฏิรูป ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่า
๓.๔  จัดเวทีวิเคราะห์ข้อมูล โดยอนุกรรมการฯ ร่วมกับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมกันวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล
๓.๕ จัดเวทีนำเสนอความก้าวหน้า โดยเชิญนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยแสดงความคิดเห็น

๔.  ที่ปรึกษาโครงการ

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อยู่ สำนักอธิการบดี ห้อง ๒๐๔ ต. ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐ โทรศัพท์ ๐-๒๘๔๒-๖๐๗๒ – ๗๔  โดยมี ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์  ทำหน้าที่หัวหน้าโครงการ

๕.  วิธีการศึกษา

- วิธีการศึกษาหลักๆ ใช้การวิจัยเอกสารทั้งเอกสารรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เอกสารของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และการจัดประชุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (focused group) จากบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม และนักปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายที่ละเมิดสิทธิด้านที่ดินและป่าของประชาชน
- การวิจัยเอกสาร จะทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งรวบรวมรายชื่อเบื้องต้นไว้บ้างแล้ว (จาก สกว., พอช., สสส. และสถาบันการศึกษาต่างๆ) ให้ครอบคลุมประเด็นที่ดินประเภทหลัก รวมทั้งการละเมิดสิทธิที่ดินและป่าในต่างประเทศเท่าที่จะค้นหาเอกสารได้  ตลอดจนข้อมูลนโยบาย ระเบียบ กฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด
- การทบทวนเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่ดินและป่าที่ร้องเรียนมายัง  กสม. ประมาณ ๓๐๐ เรื่อง
- การจัดประชุมกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (focused group) จัดเป็นเวทีวิเคราะห์ข้อมูลการละเมิดสิทธิในที่ดินประเภทต่างๆ และการวิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายและการปฏิรูปกฎหมาย โดยทีมงานวิจัยร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก โดยจัดเวทีหลักๆ จำนวน  ๔ ครั้ง อย่างไรก็ดีจะมีการประชุมปรึกษาหารือวงเล็ก ๆ แบบไม่เป็นทางการอีกหลายๆครั้งก่อนและหลังการประชุมใหญ่ ๆ แต่ละครั้ง
- จัดเวทีรายงานความก้าวหน้า ๑ ครั้ง เพื่อสรุปความก้าวหน้าของโครงการในช่วงกลางเทอมหรือ ๖ เดือน
- จัดเวทีนำเสนอรายงานสมบูรณ์ ๑ ครั้ง ก่อนสิ้นสุดโครงการ
- การจัดเวทีประชุมแต่ละครั้ง จะเตรียมเอกสารประเด็นต่างๆ อย่างละเอียด ให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้ศึกษาล่วงหน้าก่อนเข้าร่วมประชุม

๖. แผนกิจกรรมการศึกษาวิจัย

มีแผนกิจกรรมการศึกษาวิจัยดังรายละเอียดต่อไปนี้

๗. ระยะเวลาดำเนินการ

ภายในระยะเวลา ๓๖๕ วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา

๘.  ผลงานที่ต้องส่งมอบ

เสนอผลงาน ๓ งวด ดังนี้

- ผลงานงวดที่ ๑ ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน  นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ส่งมอบรายงานแผนโครงการ ประกอบด้วย กรอบเค้าโครงการศึกษา ขอบเขต ขั้นตอนวิธีดำเนินงาน และแผนการดำเนินงาน
- ผลงานงวดที่ ๒  ระยะเวลา ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ส่งมอบรายงานความก้าวหน้ากลางโครงการ (Midterm Report) จำนวน ๕ ชุด ประกอบด้วย กรอบเค้าโครงการศึกษา ขอบเขต ขั้นตอนวิธีดำเนินงาน แผนการดำเนินงาน การทบทวนเอกสาร การทบทวนเรื่องร้องเรียน และระเบียบกฎหมายบางส่วน
- ผลงานงวดที่ ๓  ระยะเวลา ๓๖๕ วัน ส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) จำนวน ๑๐ ชุด พร้อมไฟล์ในรูปแบบ word และ PDF ในแผ่น CD-ROM จำนวน ๑๐ แผ่น เป็นรายงานครั้งสุดท้าย

๙.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑)  องค์ความรู้ด้านการละเมิดสิทธิด้านที่ดินและป่าในที่ดินแต่ละประเภท
๒)  ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปรับปรุงปฏิรูประเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๓)  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  อนุกรรมการฯ เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.  และบุคคลภายนอก ประกอบด้วย  ผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งเป็นทีมงานสนับสนุนการวิจัยได้รับความรู้และประสบการณ์ในด้านนโยบายและระเบียบกฎหมายที่ละเมิดสิทธิด้านที่ดินและป่า
๔) คณะอนุกรรมการฯ นำผลงานวิจัยไปใช้ในการปรับปรุงการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ดาวน์โหลดเอกสาร WORD