Home Research/Trainings Research Projects โครงการต่อเนื่องที่ 4 โครงการปริทรรศน์องค์ความรู้สันติวิธีจากสายธารภูมิปัญญาตะวันออก

โครงการต่อเนื่องที่ 4 โครงการปริทรรศน์องค์ความรู้สันติวิธีจากสายธารภูมิปัญญาตะวันออก

Print PDF

โครงการปริทรรศน์องค์ความรู้สันติวิธีจากสายธารภูมิปัญญาตะวันออก
(Literature Review on Nonviolence from Eastern Wisdom)
เสนอโดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

1. ที่มาและความสำคัญ

แนวคิดเรื่องสันติวิธีเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมไทยมากขึ้นนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และโดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทำาให้เกิดสายธารนักคิดนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีมากมายที่ยังคงทำางานอย่างขะมักขะเม้นในปัจจุบัน หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับจากเมื่อปี 2547 เรื่อยมา รวมถึงเหตุวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตั้งแต่ปี 2548 ที่ขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำยืนยันถึงความสำาคัญของแนวคิดสันติวิธีที่ต้องได้รับการพัฒนาทั้งทางฐานคิดเชิงปรัชญา ปฏิบัติการทางการเมือง และหลักการในการดำาเนินวิถีชีวิตของสังคมไทย โดยเฉพาะเพื่อให้ทันกับความอุกฤษฎ์ของสถานการณ์บ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มีฐานความคิดมาจากนักคิด นักปรัชญา หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองที่อยู่ในประเทศโลกตะวันตกเป็นหลัก เช่น กลุ่ม Quaker และนิกาย Mennonite ของศาสนาคริสต์, Leo Tolstoy นักคิดนักเขียนชาวรัสเซีย ในงานสำาคัญเรื่อง “The City of God is within You”, Martin Luther King นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนผิวดำาชาวอเมริกัน, Gene Sharp เจ้าสำานักแนวคิดปฏิบัติการไร้ความรุนแรง(Nonviolent Action) ที่สหรัฐอเมริกา, Johan Galtung ผู้ก่อตั้งการศึกษาและวิจัยเพื่อสันติภาพ(Peace Research and Education) ชาวนอร์เวย์ และก่อให้เกิดสถาบันสันติในชื่อทำานองนี้ทั่วโลก เป็นต้น

แม้ในอดีตมาจนกระทั่งปัจจุบัน จะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมกันไปมาทั้งระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก หรือระหว่างศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ ระหว่างวัฒนธรรม รวมทั้งระหว่างอารยธรรมต่างๆเองก็ตาม แต่หากพิจารณาเฉพาะในสังคมไทยแล้ว กล่าวได้ว่ารากฐานทางความคิดของไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใหญ่ๆ 3 แหล่ง คือ (1) แหล่งอารยธรรมเอเชียใต้หรือแถบประเทศอินเดียและประเทศใกล้เคียง ผ่านวัฒนธรรมฮินดูและพุทธเถรวาทเป็นหลัก (2) แหล่งอารยธรรมเอเชียตะวันออกหรือแถบประเทศจีนและประเทศใกล้เคียง ผ่านวัฒนธรรมความคิดของขงจื้อ เต๋า และพุทธมหายานเป็นสำาคัญ และ (3) แหล่งอารยธรรมอิสลาม ซึ่งมีต้นกำาเนิดอยู่ในดินแดนอาหรับ และสถิตย์มั่นอยู่ในชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แหล่งอารยธรรมทั้งสามนี้ ล้วนมีเนื้อหาว่าด้วยเรื่อง "สันติวิธี" (หากใช้ศัพท์ปัจจุบัน) อยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องสันติวิธีในสังคมไทยดูจะได้รับอิทธิพลจากนักคิดในโลกตะวันออกทั้งสามอู่อารยธรรมไม่มากนัก ความคิดที่มีอิทธิพลกับสังคมไทยสำาคัญมาก มาจากมหาตมะ คานธี แห่งสายธารปัญญาฮินดู เป็นสำาคัญ (ซึ่งก็ดูไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆของโลกมากนัก) นอกจากคานธีแล้ว ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังมิได้รับสืบทอดถึงรากฐานความคิดความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีจากนักคิดคนอื่นๆอีกเลย สำหรับภูมิปัญญาจากศาสนาพุทธ มีความพยายามอ้างถึงอยู่บ้าง แต่ดูจะไม่พ้นไปจากการยึดติดพระคัมภีร์ว่าพุทธปฏิเสธการฆ่าและเน้นการมีเมตตาธรรมเป็นอาทิ แต่ไม่สามารถตีความขุมพลังจากพุทธศาสนาให้สามารถตอบโจทย์สำาหรับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทสถานการณ์ได้มากนัก  มิพักต้องกล่าวถึงภูมิปัญญาในอารยธรรมจีน

องค์ความรู้ หลักคิดหรือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับสันติวิธีที่ยังมีพลังอยู่ในสังคมไทยนั้น แทบจะหาไม่ได้เลย ตรงกันข้าม คนไทยกลับซึมซับวิธีการใช้ความรุนแรงจากอารยธรรมจีนผ่านวรรณกรรมเรื่อง"สามก๊ก" แทน สำาหรับภูมิปัญญาอิสลามเองในปัจจุบัน กลับยิ่งถูกมองในฐานะเป็นแหล่งความคิดทีส่งเสริมการใช้ความรุนแรงไปเสียด้วยซำ้า จากเหตุการณ์เครื่องบินชนอาคารเวิร์ลด์เทรดเมื่อวันที่ 11กันยายน 2544

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าทั้งที่สังคมไทยได้รับอิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมมาจากอินเดีย จีน และอิสลาม แต่องค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน กลับเดินทางมาไกลจากอารยธรรมสมัยใหม่ในโลกตะวันตก สันติวิธีจึงเลี่ยงไม่พ้นสถานะ 2 ประการที่ควรก้าวข้าม ระหว่างประการแรก ข้อท้วงติงว่าเป็นของที่มาจากตะวันตก มิใช่สิ่งที่มีอยู่ในพื้นภูมิของสังคมไทย กับประการที่สอง ความรู้สึกเบื้องลึกที่นิยมชมชอบสิ่งที่มาจากตะวันตก โลกอันดูเหมือนจะมีความเป็นอารยะมากกว่า สันติวิธีที่มาจากรากฐานแหล่งอารยธรรมตะวันออกดังกล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่ามีอยู่น้อยมาก และยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ หลายความคิดก็ไม่สามารถสำาแดงสมรรถนะเรียกคืนสติปัญญาและเสนอแนวทางทางเลือกการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างที่มีพลัง

โครงการวิจัยนี้จึงเห็นความสำาคัญของการศึกษาปริทรรศน์องค์ความรู้ด้านสันติวิธีที่มีแหล่งภูมิปัญญาอยู่ในโลกตะวันออก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านสันติวิธีให้เป็นระบบมากขึ้น และหวังไว้ว่าจะช่วยฟื้นคืนพลังสันติวิธีให้กับขุมปัญญาในแหล่งอารยธรรมทั้งสามนี้ ให้กลับขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความรุ่มรวยหลากหลายขององค์ความรู้สันติวิธีและอาจก่อคุณูปการให้ภูมิปัญญาตะวันตกได้หยิบยืมไปใช้พัฒนาต่อ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ

ปรัชญาความคิดมากมายหลายกรณีในอดีต3  และที่สำาคัญ เพื่อให้สามารถตอบรับกับสถานการณ์วิกฤติความขัดแย้งน้อยใหญ่ในสังคมไทยได้อย่างสอดคล้อง (relevant) และเฉียบคม (excellent)

2. วัตถุประสงค์

(1) ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หนังสือ หรืองานวิจัย ที่ตีความคัมภีร์และปรัชญาสำาคัญๆของจีนอินเดีย และอิสลาม ในแง่มุมสันติวิธีและการแก้ไขความขัดแย้ง ที่หยั่งรากอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
(2) ปริทรรศน์เอกสารกรณีศึกษาปฏิบัติการทางตรงแบบไม่ใช้ความรุนแรง และวิธีแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากพื้นฐานปรัชญาจีน อินเดีย และอิสลาม

3. เป้าหมาย

สร้างองค์ความรู้สันติวิธี ที่มีรากฐานทางปรัชญาความคิดจากอารยธรรมจีน อินเดีย และอิสลาม เพื่อให้สังคมไทยได้รับรู้และตระหนักถึงทางเลือกทางความคิดเรื่องสันติวิธี แบบที่หยั่งรากอยู่ในอารยธรรมอันเป็นพื้นภูมิทางปัญญาของสังคมไทยเอง

4. ประโยชน์ที่จะได้รับ

เปิดโลกทรรศน์ให้กับสังคมไทยได้รับรู้ถึงองค์ความรู้สันติวิธี ที่มีรากฐานทางปรัชญาความคิดจากอารยธรรมจีน อินเดีย และอิสลาม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของฐานที่มาขององค์ความรู้สันติวิธี และสร้างคุณูปการต่อแวดวงสันติวิธีที่พัฒนาความคิดมาจากโลกตะวันตก

5. วิธีดำาเนินโครงการ (ตุลาคม 2554 – กันยายน 2555)

ต้นตุลาคม 2554 ประชุมคณะทำางานวิจัยเพื่อทำาความเข้าใจกรอบความคิดและความหมายเกี่ยวกับ "สันติวิธี" และระดมความเห็นเกี่ยวกับแนวความคิดและแหล่งเอกสารที่น่าสนใจ ในแวดวงการศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมจีนอินเดีย และอิสลาม

ตุลาคม -พฤศจิกายน 2554
คณะวิจัยทดลองไปค้นคว้าเบื้องต้นเกี่ยวกับเอกสารและแนวความคิดที่น่าจะนำามาศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม (2 เดือน) ต้นธันวาคม 2554 ร่วมประชุมเพื่อกำาหนดโครงร่างเนื้อหารายงานวิจัยทั้งฉบับ

ธันวาคม 2554 –พฤษภาคม 2555
คณะวิจัยแต่ละคนดำาเนินการปริทรรศน์วรรณกรรมและศึกษาเชิงลึกตามหัวข้อและโครงร่างที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุม (6 เดือน)

ต้นมิถุนายน 2555
จัดประชุมเพื่อนำาเสนอร่างเนื้อหาแต่ละบท และร่วมวิจารณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน รวมทั้งวิเคราะห์ข้อค้นพบและหาข้อสรุปร่วมกันเป็นการภายใน

ต้นกรกฎาคม 2555
คณะวิจัยจัดประชุมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อวิจารณ์ ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ

กรกฎาคม 2555
คณะวิจัยปรับปรุงและขัดเกลาเนื้อหาแต่ละบทที่ตนรับผิดชอบ ตามคำาแนะนำในที่ประชุม

สิงหาคม 2555
ได้รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

6. ผลผลิต (output)

เอกสารต้นฉบับรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ว่าด้วยองค์ความรู้สันติวิธีตะวันออก 1 ชิ้น

ดาวน์โหลดเอกสาร WORD