Home Research/Trainings Research Projects โครงการต่อเนื่องที่ 2 โครงการวิจัยกระบวนการการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ในกลุ่มเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการต่อเนื่องที่ 2 โครงการวิจัยกระบวนการการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ในกลุ่มเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

Print PDF

ชื่อโครงการ: โครงการวิจัยกระบวนการการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ในกลุ่มเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ภายใต้โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการกระบวนการสร้างภาพอนาคตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (โครงการสามมิติ)

1. หลักการและเหตุผล

ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงส่วนใหญ่ที่มีการนำเสนอต่อสาธารณะเป็นความรุนแรงทางตรง (Direct Violence) ในระยะหลังมีความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมเพื่อลดความรุนแรงทางโครงสร้าง (Structural Violence) อย่างไรก็ตามการสร้างสันติภาพ (Peace Building) มีความจำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับการทำความเข้าใจเรื่องความรุนแรงทางวัฒนธรรม (Cultural Violence) ซึ่งเป็นส่วนที่ลึกสุดของความรุนแรง การทำความเข้าใจพฤติกรรมความรุนแรงนั้นมีความเชื่อมโยงกับการทำความเข้าใจเรื่อง เจตคติ (Attitude) กระบวนการการเรียนรู้ (Cognitive Process) ความเกลียดชัง (Hatred) และความกลัว (Fear) ซึ่งงานวิจัยนี้มีความพยายามที่จะอธิบายว่ากระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา และการเมืองการปกครองนั้นมีผลกระทบต่อการสร้างความเกลียดชังได้อย่างไร และอะไรที่เป็นปัจจัยหลักของการสร้างความเกลียดชัง ความกลัว และการสร้างความเป็นศัตรู โดยมีคำถามวิจัยดังนี้

1) อะไรที่เป็นปัจจัยในการสร้างเจตคติที่นำไปสู่ความเกลียดชัง
2) สภาวะแวดล้อมอะไรที่เอื้อให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง
3) กระบวนการในการเรียนรู้แบบใดที่ทำให้ประวัติศาสตร์บาดแผลแปรเปลี่ยนไปเป็นความเคียดแค้นชิงชัง
4) ช่วงอายุใดที่กระบวนการการเรียนรู้สร้างบาดแผลที่นำไปสู่ความเกลียดชัง และผลกระทบต่อเนื่องเป็นอย่างไร
5) มีกระบวนการอะไรที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่นำไปสู้การเรียนรู้ที่จะไม่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรง

2. วัตถุประสงค์

1) ศึกษาปัจจัยในการสร้างเจตคติที่นำไปสู่ความเกลียดชัง
2) ศึกษาสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง
3) ศึกษากระบวนการในการเรียนรู้ที่ทำให้ประวัติศาสตร์บาดแผลแปรเปลี่ยนไปเป็นความเคียดแค้นชิงชัง
4) ศึกษาช่วงอายุที่กระบวนการการเรียนรู้สร้างบาดแผลที่นำไปสู่ความเกลียดชัง และผลกระทบต่อเนื่องเป็นอย่างไร
5) ศึกษากระบวนการที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่นำไปสู้การเรียนรู้ที่จะไม่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรง

3. พื้นที่วิจัย

พื้นที่วิจัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแบ่งตามลักษณะและองค์ประกอบของชุมชนคือชุมชนเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนกึงเมืองกึ่งชนบท และสถานศึกษาต่างๆ

4. ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 – 30 กันยายน 2556

5. วิธีดำเนินการ และกรอบทฤษฎีในการวิจัย

ทฤษฎี

• ทฤษฎีสันติภาพ ความรุนแรง ความขัดแย้งและการพัฒนา – โจฮาน  เกาว์ตุง (Johan Galtung)
• ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความรุนแรง – อมาตยา เซน (Amartya Sen)
• ทฤษฎีญาณวิทยา
• ทฤษฎีการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง – จอร์น พอล เลเดอร์แรค (John Paul Lederach)
• ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาในการเข้าใจความเกลียด ความกลัว การสร้างศัตรู – Aaron T. Beck, Rush W. Dozier,

สมมุติฐาน

ถ้ามนุษย์สามารถใช้ความรุนแรงต่อกันมากกว่าตรรกะของความเป็นผู้เจริญ คือนำศาสนามาใช้ นำประวัติศาสตร์มาใช้ นำเอาความแตกต่างมาใช้ เป็นคำอ้างอธิบาย มนุษย์เรียนรู้ที่จะทำพฤติกรรมแบบนี้ได้อย่างไร และอะไรสั่งสอนเราให้ทำเช่นนั้น การหาปัจจัยเหล่านั้นได้จะทำให้เราค้นพบปัจจัยอื่นหรือไม่ เพราะเหตุใด ในกรณีที่พบแล้วเราจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ อย่างไร

กรอบแนวคิด

มนุษย์มีความกลัวเป็นที่ตั้ง ด้วยความกลัวเราจึงปกป้องตัวเอง การปกป้องตัวเองของมนุษย์คือการหาความปลอดภัย และสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือความเป็นพวกเดียวกัน (Togetherness) ในทางตรงกันข้ามเราก็สร้างความเป็นอื่น (Otherness) ด้วย และความเป็นศัตรูก็ก่อเกิดในขณะที่ความเป็นอื่นรุกล้ำพื้นที่ของความปลอดภัยของความเป็นพวกเดียวกัน  
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง (ความรุนแรงทางตรง) ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 ความรุนแรงทางตรงเหล่านั้นไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง ดังที่โจฮาน เกาว์ตุงได้กล่าวไว้ในหนังสือ Peace by Peaceful Means (2003) และ 50 Years, Intellectual Landscapes Explored (2008) ว่าการจัดการความขัดแย้งที่เป็นความรุนแรงทางตรง (Violence Conflict) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะที่ความรุนแรงทางโครงสร้างนั้นมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เป็นความรุนแรง ส่วนกระบวนการการเรียนรู้และเจตคตินั้นมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานทางความคิดและนำไปสู่การจัดโครงสร้างทางสังคมรวมไปถึงพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา ในที่นี้เราจะศึกษาเรื่องของพฤติกรรมในการใช้ความรุนแรงและการสร้างเหตุผล (Justify) เพื่อรองรับพฤติกรรมเหล่านั้น

ทั้งนี้สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาในส่วนที่เป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีเดิม มีรากฐานทางความคิดดั้งเดิมคือการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) ซึ่งการที่จะสร้างสันติภาพได้นั้นต้องคำนึงถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการการเรียนรู้ของมนุษย์ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือการสร้างปัจจัยและเครื่องมือในการเรียนรู้ในส่วนที่เป็นกระบวนการทำงานในการประมวลและเก็บรวบรวมข้อมูล (Cognitive and Information Processing) และกระบวนการการเรียนรู้ทางสังคม (Social Cognition) ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เกิดปัจจัยในการเรียนรู้ที่จะไม่นำไปสู่การเรียนรู้ที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน

ความรุนแรง (ทางตรง) ที่เกิดขึ้นมาอย่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 นั้นสร้างปัจจัยในการเรียนรู้ด้านที่เป็นความรุนแรงมากขึ้น จากการศึกษาของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาที่ผ่านมาในอดีตพบว่าความขัดแย้งที่เป็นความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเกิดจากเหตุปัจจัยที่สำคัญหลายประการอาทิเช่น ศาสนา ภาษา ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และการเมืองการปกครอง โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องคือความยุติธรรม การศึกษา และการเข้าถึงโอกาสในด้านต่างๆ ซึ่งจากปัจจัยและประเด็นเหล่านี้ อมารตยา เซน (Amartya Sen) ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง Identity and Violence (2006) ว่าการกำหนดอัตตลักษณ์นั้นมีความสัมพันธ์กับการสร้างความเป็นพวกเดียวกัน (Togetherness) และการสร้างความเป็นอื่น (Otherness) ซึ่งการสร้างความเป็นพวกเดียวกันและการสร้างความเป็นอื่นนั้นมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อกันได้ ด้วยความเกลียดชังที่ว่านี้เองมีการส่งต่อความเกลียดชังเหล่านี้ผ่านกระบวนการการเรียนรู้โดยปัจจัยที่สำคัญคือประวัติศาสตร์ (บาดแผล) ภาษา ศาสนา และการเมืองการปกครอง โดยการอ้างถึงการขาดความยุติธรรม และขาดการศึกษานั้นก็อยู่ภายใต้ปัจจัยเหล่านี้

อารอน ที เบค (Aaron T. Beck) กล่าวไว้ในหนังสือ Prisoners of Hate, The Cognitive Basis of Anger, Hostility, and Violence (2000) ถึงการวิเคราะห์กระบวนการการเรียนรู้ของมนุษย์ที่เป็นรากของความเกลียดชัง ความโกรธ การสร้างความเป็นคู่อริ การสร้างความเป็นศัตรู และการใช้ความรุนแรงที่เป็นผลมาจากกระบวนการการเรียนรู้ และผลของการเรียนรู้ที่ผู้ที่ได้รับผลจากการการเรียนรู้นั้นส่งผลทางพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ การใช้องค์ความรู้ทางจิตวิทยามาร่วมในการวิจัยในครั้งนี้จะทำให้ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์รูปแบบและปัจจัยในเชิงลึกเพื่อที่จะเข้าใจเจตคติ (Attitude) ของกลุ่มเป้าหมายโดยมีความคาดหวังว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Social Cognition) และการสร้างก่อทางสังคม (Social Construction) ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง

โจฮาน เกาว์ตุง (2003, 2008) กล่าวว่าการศึกษาด้านสันติภาพอยู่ภายใต้พื้นฐานของญาณวิทยา (Epistemology) การใช้แนวคิดตามหลักญาณวิทยาในการปูพื้นฐานแนวคิดที่ใช้ในการออกแบบกระบวนการวิจัยและใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้จะเป็นประโยชน์ในการเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นความรู้ของกลุ่มเป้าหมาย จากผลของงานวิจัยของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาในระหว่างปี 2550 – 2554 มีข้อบ่งชี้ว่ากระบวนการการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังไม่ว่าจะผ่านปัจจัยด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา และการเมืองการปกครองนั้นมีความเป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างกัน และกระบวนการเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อกระบวนการการเรียนรู้อย่างมาก กล่าวคือเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการส่งต่อผ่านรุ่นต่อรุ่น ด้วยการบอกเล่า สั่งสอนอบรม พฤติกรรมที่เรียนรู้จากประสบการณ์ประจำวัน และการรับรู้เหล่านี้เกิดจากการประมวลการรับรู้ (Interpretation of Perception) และแปลงการรับรู้เหล่านั้นเป็นความรู้ การศึกษาเรื่องกระบวนการการเรียนรู้อาจจะทำให้เราพบปัจจัยเหล่านั้นได้ จอร์น พอล เลเดอแรคช์ (John Paul Lederach) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Moral Imagination (2005) ถึงประสบการณ์ในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง (Conflict Transformation) ในหลายๆประเทศว่า หากคู่ขัดแย้งสามารถจะก้าวข้ามประวัติศาสตร์บาดแผลที่เกิดขึ้นได้จะเป็นโอกาสให้เกิดการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งได้โดยสันติวิธี

ในการเก็บข้อมูลที่เป็นในลักษณะค้นหาเจตคติ (Attitude) นั้นไม่สามารถเก็บได้ด้วยการตั้งคำถามหรือการใช้แบบสอบถามดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเป็นการทำโครงการต่อเนื่องจากการศึกษาเบื้องต้นในปี 2556 ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการกลุ่มในการเอื้อให้บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เข้าร่วมสามารถดึงปมต่างๆที่แต่ละคนได้เรียนรู้มาในอดีตให้ออกมาบอกเล่าให้ผู้อื่นได้ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาวิเคราะห์ปัจจัยของกระบวนการการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวไม่ได้มุ่งไปที่การเยียวยาประวัติศาสตร์บาดแผลของผู้เข้าร่วม แต่นอกจากการได้รับรู้ข้อมูลที่อาจจะสำคัญต่อการเข้าใจกระบวนการการเรียนรู้และเจตคติของกลุ่มตัวอย่างแล้วนั้น กระบวนการที่ทำขึ้นจะสามารถช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้คลี่คลายปมที่เป็นตัวสร้างความเกลียดชังได้ด้วย

6. โครงสร้างคณะดำเนินงาน

1. องค์กรผู้รับผิดชอบ

โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งจากการควบรวมศูนย์สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาและศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ในเดือนกรกฎาคม 2554 โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากงานของศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีเดิม โดยมุ่งหวังที่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดสามปีที่ผ่านมา ศพส. ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับประชาชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว กว่า 30 โครงการ นอกจากโครงการวิจัยแล้ว ศพส. ยังได้ดำเนินการบริการวิชาการในรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะด้านการวิเคราะห์และการจัดการความขัดแย้งและสันติวิธีให้กับบุคคลและองค์กร โครงการต่างๆเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการนำไปเป็นเครื่องมือในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสันติวิธี

2. ที่ปรึกษาโครงการ

จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและคำปรึกษาในการดำเนินการและการถอดบทเรียนและประสบการณ์   โครงการจะเชิญนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสันติวิธี เพื่อเป็นที่ปรึกษา  โดยจะเชิญเป็นที่ปรึกษาหลักของโครงการ 5 คน

รายชื่อนักวิชาการ/ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเชิญเป็นที่ปรึกษา

• รศ.ดร.โคทม อารียา | มหาวิทยาลัยมหิดล
• ผศ.ดร. ปาริชาด สุวรรณบุบผา | มหาวิทยาลัยมหิดล
• ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ | มหาวิทยาลัยมหิดล
• ดร. ชาญชัย ชัยสุขโกศล | มหาวิทยาลัยมหิดล

3.  คณะทำงาน

คณะทำงานประกอบด้วย ผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย ผู้ช่วยวิจัย และเจ้าหน้าที่ธุรการ โดยมีรายละเอียดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้

1. ผู้วิจัย นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบคือ
1.1 รับผิดชอบงานวิจัยโดยรวมทั้งด้านวิชาการและการบริหารจัดการ
1.2 ดำเนินการด้านวิชาการ จัดทำกรอบการวิจัย ตั้งคำถามวิจัย สร้างสมมุติฐาน วางแผนกระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย และงานอื่นๆที่เป็นความจำเป็นในงานวิจัย
1.3 วิเคราะห์และวางแผนการจัดกิจกรรมและกระบวนการ
1.4 วิเคราะห์ถอดบทเรียน
1.5 ประสานงานในพื้นที่วิจัย ร่วมกับผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่
1.6 จัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ประมวลผล เขียนรายงานการวิจัย และนำเสนอผลงานการวิจัย

2. ผู้ร่วมวิจัย เป็นอาจารย์ ผู้ช่วยอาจารย์ และนักวิจัยของสถาบันฯ จำนวน 3 คน
ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ
2.1 เก็บข้อมูลวิจัย
2.2 ช่วยวิเคราะห์และวางแผนการจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย
2.3 ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
2.4 เขียนรายงานการวิจัย

3. วิทยากร เป็นวิทยากรกระบวนการทั้งเป็นบุคคลภายในสถาบันฯและภายนอกสถาบันฯ
ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ
3.1 ออกแบบกระบวนการ
3.2 ทำกิจกรรมกลุ่ม
3.3 จับประเด็นในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม
3.4 ถอดบทเรียน

7.หน้าที่คณะผู้วิจัยและวิทยากรกระบวนการ

• นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าคณะวิจัย สัดส่วนการทำงาน ร้อยละ 60 โดยมีบทบาทคือการวางแผนงาน ตั้งกรอบการวิจัย ตั้งกรอบทฤษฎี ตั้งสมมุติฐาน ประมวลข้อค้นพบจากการวิจัยในปี 2556 มาเป็นกรอบในการวิจัย ดำเนินการเก็บข้อมูล ร่วมถอดบทเรียนจากกระบวนการกลุ่ม สัมภาษณ์รายบุคคล แยกประเภทข้อมูล วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการวิจัย เขียนรายงานการวิจัย สรุปข้อมูล และนำเสนองานวิจัย
• นางสาวงามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัย สัดส่วนการทำงาน ร้อยละ 15 บทบาทหลักคือร่วมวางแผนการวิจัย ร่วมเก็บข้อมูล สัมภาษณ์รายบุคคล ร่วมถอดบทเรียน และวิเคราะห์ในส่วนของความรุนแรง และเขียนรายงานการวิจัย
• นางสาวอธิษฐาน์ คงทรัพย์ ผู้ช่วยอาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัย สัดส่วนการทำงาน ร้อยละ 15 บทบาทหลักคือการจัดกระบวนการกลุ่ม สำหรับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถสื่อสารเรื่องราว ความคิด ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการเรียนรู้ของเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย และถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์กระบวนการการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย เขียนรายงานการวิจัย
• นางสาวศิริพร เพ็งจันทร์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป (กำลังปรับเป็นนักวิจัย) ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัย สัดส่วนการทำงาน ร้อยละ 10 จัดทำค่ายเยาวชน (ลักษณะเดียวกับการทำกลุ่มย่อยแต่ใช้เวลา 2 – 3 วัน) ประสานงานกลุ่มเป้าหมาย ร่วมเก็บข้อมูล ร่วมถอดบทเรียน และเขียนรายงานการวิจัย
• นายวชิรวิทย์ สร้อยสูงเนิน (เจ้าหน้าที่ธุรการโครงการและวิทยากรกระบวนการ) ทำหน้าที่จัดการด้านเอกสารโครงการทั้งหมด รวมทั้งร่วมเป็นวิทยากรกระบวนการในการทำกลุ่มเยาวชน ร่วมถอดบทเรียน

8. ขั้นตอนดำเนินงาน

ในการดำเนินงานโครงการนี้ ใช้เวลา 12 เดือน โดยมีขั้นตอนและการดำเนินงานดังนี้

1. ประชุมคณะทำงาน คณะที่ปรึกษา เพื่อปรึกษาหารือในระเบียบวิธีวิจัย ขั้นตอนการทำงานและกรอบการวิจัยสรุปวิธีการที่จะนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยก่อนหน้านี้ไปนำเสนอต่อที่ประชุมชุมชน และกรอบการจัดกิจกรรมชุมชน
2. จัดการประชุมชาวบ้านเพื่อวางแผนการทำกิจกรรมชุมชน
3. จัดกิจกรรมทั้งสิ้นพื้นที่ละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยโดยแต่ละครั้งจะมีการถอดบทเรียนสำหรับกิจกรรมครั้งต่อไป
4. นักวิจัยและผู้ช่วยวิจัยจะใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงหรือผลที่ได้จากกิจกรรมต่างๆ
5. สรุปข้อมูลผลการศึกษาและวิเคราะห์
6. นำเสนอรายงานสรุปผลการวิจัยต่อชุมชน และสาธารณะ

9. แผนผังการดำเนินงาน

ตุลาคม 2555 – กันยายน 2556

กิจกรรม 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
1. ประสานงาน ดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้าง
2. ประชุมวางแผนการดำเนินงาน
3. ประชุมชาวบ้าน และผู้นำชุมชน ถอดประสบการณ์ และ วางแผนกิจกรรม เริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วม
4  เริ่มกระบวนการจัดค่ายเยาวชน และถอดบทเรียน
5. กิจกรรมต่อเนื่องและกลุ่มย่อย
6. เก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่
7. รวบรวม วิเคราะห์และเขียนรายงานการวิจัยรวมทั้งนำเสนอผลการวิจัย

ดาวน์โหลดเอกสาร WORD