Home Research/Trainings Research Projects โครงการที่ 4 โครงการศึกษาสถานภาพทางภาษาและประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการที่ 4 โครงการศึกษาสถานภาพทางภาษาและประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้

Print PDF

โครงการศึกษาสถานภาพทางภาษาและประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้
เสนอโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

หลักการและเหตุผล

ความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ได้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,000 คนแล้ว นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมไทย จริงอยู่ที่ทางราชการได้พยายามแก้ไขปัญหาและลดความรุนแรง แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หลายฝ่ายจึงมีความเห็นว่า น่าจะใช้วิธีการทางการทูตแบบเงียบ ๆ  (quiet diplomacy) วิธีการทางการเมือง วิธีการพูดคุย อันจะนำไปสู่การเจรจาระหว่างฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรียกชื่อวิธีการเหล่านี้รวม ๆ กันว่า กระบวนการสันติภาพ (peace process) อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเห็นพ้องกับกระบวนการนี้ในระดับหนึ่ง และแม้จะได้มีการริเริ่มดำเนินการในแนวทางนี้บ้างแล้ว แต่กระบวนการสร้างสันติภาพมีอุปสรรคและยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ในระหว่างนี้ จึงน่าที่จะมีการพูดคุยกันอย่างกว้าง ๆ ถึงอัตลักษณ์บางประการ ที่เป็นพื้นฐานและอาจเป็นเหตุปัจจัยที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งให้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มีความเห็นว่าอัตลักษณ์ที่สำคัญสองประการที่ควรจะนำมาศึกษาได้แก่ภาษา และประวัติศาสตร์ ข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของการศึกษานี้ อาจมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพต่อไป

วัตถุประสงค์

1) จัดให้มีการพูดคุยในเบื้องต้นระหว่างผู้ที่เห็นต่าง ในเรื่องภาษาและประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันจะเอื้อประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพ และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน
2) จัดให้มีการศึกษาสถานภาพปัจจุบัน สถานภาพที่น่าจะมีในอนาคตในเรื่องภาษาและประวัติศาสตร์ ตลอดจนประมวลข้อค้นพบและข้อเสนอแนะทางเลือก ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในเรื่องดังกล่าว

แนวคิดในการศึกษาสถานภาพทางภาษาจังหวัดชายแดนภาคใต้

การศึกษานี้ไม่ใช่การศึกษาเนื้อหาทางภาษาศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ สัทศาสตร์ ฯลฯ หากเป็นการศึกษาเพื่อให้เห็นความสำคัญของภาษามลายู ทั้งในฐานะคุณลักษณะที่สำคัญยิ่งของอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์และของวัฒนธรรมมลายู ในฐานะของสื่อการเรียนการสอน ในฐานะสื่อในชีวิตประจำวันและการสื่อสารมวลชน และในฐานะกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตการงานและการอยู่ร่วมกัน

การศึกษาไม่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงความคิดของฝ่ายใด และไม่ประสงค์จะเชิญชวนให้มีการพัฒนาและการส่งเสริมสนับสนุนภาษาในทางเดียวที่หวังให้ทุกฝ่ายยอมรับ หากประสงค์จะให้มีการศึกษาสถานภาพทางภาษาโดยใช้หลักวิชาการ และประสงค์ที่จะให้เกิดพื้นที่การพูดคุย โดยฝ่ายที่เห็นต่างกันสามารถใช้พื้นที่นี้ได้อย่างถ้อยที่ถ้อยรับฟัง

วิธีการดำเนินงานศึกษาสถานภาพทางภาษา

วิธีการดำเนินงานมีองค์ประกอบ/กิจกรรม ดังนี้

1) จัดให้มีการพูดคุยระหว่างผู้ที่ได้ศึกษา มีความสนใจ และมีความคิดเห็นว่าแนวทางการพัฒนาใด น่าจะเหมาะสมกับการนำมาใช้พัฒนาภาษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขอเรียกกลุ่มพูดคุยนี้ว่ากลุ่มเจาะจง  (focus group) และจะมีการเชิญกลุ่มเจาะจงมาพูดคุยเพื่อเสนอแนะและประเมินผลโครงการเป็นระยะ ๆ
2) จับประเด็นเบื้องต้นที่เห็นควรที่จะทำการศึกษาดังนี้
....2.1) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาครั้งนี้ ขอจำแนกภาษามลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) มลายูกลาง (ปาตานี) และมลายูคลาสสิก (ดังที่ใช้ในคัมภีร์กีตาบ)
....2.2) ขอจำแนกทักษะทางภาษาออกเป็น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
....2.3) ขอจำแนกภาษากับตัวเขียน ซึ่งตัวเขียนที่ศึกษามี 3 ตัวเขียนคือ อักษรยาวี (ไม่ขอใช้คำว่าภาษายาวี) อักษรโรมัน (ซึ่งในอีกชื่อหนึ่งคืออักษรรูมี) และอักษรไทยดัดแปรเพื่อให้มีหน่วยเสียงที่ครบถ้วน
3)  ศึกษาสถานภาพทักษะทางภาษาของประชากรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน

ทักษะภาษา การฟัง การพูด การอ่านด้วยอักษรยาวี การอ่านด้วยอักษรรูมี การเขียนด้วยอักษรยาวี การเขียนด้วยอักษรรูมี
มลายูถิ่น (ปาตานี) -- -- -- --
มลายูกลาง (ปาตานี)
-- --
มลายู คลาสสิก -- --
มลายูมาเลเซีย/อินโดนีเซีย -- --

หมายเหตุ: ได้มีการพัฒนาการอ่าน/การเขียนภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) โดยใช้อักษรไทย แต่จำกัดที่ใช้เฉพาะในโรงเรียนนำร่องพหุภาษา (ภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) ไทย มลายูกลาง (อักษรยาวี) และอังกฤษ) จำนวน 4 แห่งตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 และเพิ่มอีก 12 แห่ง ในปีการศึกษา 2555 โดยมีการเรียนการสอนภาษาแม่ (มลายูถิ่น) ในชั้นอนุบาลและค่อย ๆ ลดลงในชั้นประถม 1-2 และเริ่มสอนภาษามลายูกลางตั้งแต่ชั้นประถม 3

3) ศึกษาและเสนอแนะสถานภาพทักษะทางภาษาที่น่าจะมีในอนาคต

4) เพื่อที่จะไปสู่สถานภาพในอนาคต  จะมีแนวทางพัฒนาทักษะทางภาษาจำแนกตามทักษะและวิธีการอย่างไรบ้าง เช่น

4.1) แนววิธีการพัฒนาทักษะการฟัง และการพูด ภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) ภาษามลายูกลาง (ปาตานี) ภาษามาเลเซีย/อินโดนีเซีย เช่นโดยอาศัยการศึกษาตามอัธยาศัย การใช้สื่อวิทยุ/โทรทัศน์ การใช้การฟัง/การพูดภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) ในการติดต่อราชการ การใช้ในการเป็นล่าม และสำหรับคนจากจังหวัดอื่นที่ต้องการเรียนรู้ภาษามลายูถิ่น (ปาตานี)  
4.2) แนววิธีการพัฒนาทักษะการฟัง/พูด/อ่าน/เขียน ภาษามลายูถิ่น (ปาตานี) โดยจำกัดเฉพาะในโรงเรียนจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทางเลือก และเฉพาะในชั้นอนุบาลถึงประถมต้น ๆ โดยใช้อักษรไทยในบางโรงเรียน หรือใช้อักษรยาวีในบางโรงเรียน
4.3) แนววิธีการพัฒนาทักษะการฟัง/พูด/อ่าน/เขียน ภาษามลายูกลาง (ปาตานี) โดยใช้อักษรยาวี เช่น จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนพหุภาษาตั้งแต่ชั้นประถมต้น ๆ ในโรงเรียนสามัญ ในโรงเรียนเอกชน ในการศึกษานอกโรงเรียน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อตัวเขียนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านบทกวีและวรรณกรรม
4.4) แนววิธีการพัฒนาการเรียนรู้ภาษามลายูคลาสสิก โดยศึกษาว่าควรพัฒนาทักษะใดบ้าง และในสถานที่ใดบ้าง เช่นในสถานศึกษาดั้งเดิม (โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา) หรือในสถานศึกษาอื่น (ถ้ามี)
4.5) วิธีการพัฒนาทักษะการฟัง/พูด/อ่าน/เขียน ภาษามลายูมาเลเซีย/อินโดนีเซีย เช่นในโรงเรียนพหุภาษาบางแห่ง โรงเรียนสามัญ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนพิเศษที่เน้นการสอนภาษา ในการศึกษานอกโรงเรียน

5) ขอให้ผู้มีความรู้ด้านภาษาและมีความสนใจช่วยเขียนบทความในแต่ละประเด็นข้างต้น ที่กล่าวถึงสถานภาพปัจจุบัน สถานภาพในอนาคตที่น่าจะมี แนววิธีการพัฒนา ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะในเชิงแนวทางหรือนโยบาย อีกทั้งขอให้ช่วยตั้งคำถามสัก 5 ข้อ เพื่อนำไปใช้สอบถามกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อข้อค้นพบและข้อเสนอแนะในประเด็นที่ศึกษา

6) จัดทำแบบสอบถามและนำไปสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่มีการสุ่มอย่างเจาะจง เพื่อให้ได้ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

7) เขียนเอกสารรายงานเชิงวิเคราะห์และประมวล โดยใช้บทความในข้อ 5) และแบบสอบถามในข้อ 6) ประกอบ

8) จัดเวทีการพูดคุยเพื่อแบ่งปันเอกสารรายงาน ขอคำวิพากษ์วิจารณ์ และขอให้ผู้เข้าร่วมเวทีนำส่วนที่เห็นด้วยกับเอกสารรายงานไปขับเคลื่อนในส่วนของตน

9) ประเมินผลการจัดเวทีพูดคุย สรุปผลการศึกษา ปรับปรุงเอกสารรายงาน และสรุปข้อเสนอแนะ

10) นำเสนอผลการศึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ และในส่วนกลาง

แนวคิดในการศึกษาสถานภาพทางประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้

การศึกษานี้ไม่ใช่การศึกษาเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ หากเป็นการศึกษาเพื่อให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ และหาแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาค้นคว้า การทำความเข้าใจร่วมกัน การเผยแพร่ การรับรู้และยอมรับส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และการเอื้อให้เกิดความชื่นชมส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ภาคภูมิใจ

การศึกษาไม่ประสงค์จะทำเปลี่ยนแปลงความคิดของฝ่ายใด และไม่ประสงค์จะเชิญชวนให้มีการพัฒนาประวัติศาสตร์ “มาตรฐาน” เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ หากประสงค์จะให้มีการศึกษาสืบค้นประวัติศาสตร์โดยใช้หลักวิชาการ และประสงค์ที่จะให้เกิดพื้นที่การพูดคุย โดยฝ่ายที่เห็นต่างกันสามารถใช้พื้นที่นี้ได้อย่างถ้อยที่ถ้อยรับฟัง

วิธีการดำเนินงานศึกษาสถานภาพทางประวัติศาสตร์

วิธีการดำเนินงานมีองค์ประกอบ/กิจกรรม ดังนี้

1)  จัดให้มีการพูดคุยระหว่างนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งเพื่อจับประเด็นที่เห็นควรที่จะทำการศึกษาซึ่งได้ประเด็นเบื้องต้นดังนี้
-  แนววิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ส่วนที่เป็นบาดแผล และประวัติศาสตร์ส่วนที่เป็นความภาคภูมิใจ
-  แนววิธีการศึกษาและสืบค้นหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์
-  แนววิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านการสืบค้นทางโบราณคดี
-  แนววิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์บอกเล่า รวมทั้งการศึกษาในเชิงชาติพันธุ์วิทยา

2) ขอให้นักประวัติศาสตร์เขียนบทความในแต่ละประเด็นข้างต้น ที่กล่าวถึงสถานภาพขององค์ความรู้ปัจจุบัน แนววิธีการศึกษาสืบค้น ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะในเชิงแนวทางหรือนโยบาย อีกทั้งขอให้ช่วยตั้งคำถามสัก 5 ข้อ เพื่อนำไปใช้สอบถามกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อข้อค้นพบและข้อเสนอแนะในประเด็นที่ศึกษา

3) จัดทำแบบสอบถามและนำไปสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่มีการสุ่มอย่างเจาะจง เพื่อให้ได้ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

4) เขียนเอกสารรายงานเชิงวิเคราะห์และประมวล โดยใช้บทความในข้อ 2) และแบบสอบถามในข้อ 3) ประกอบ

5) จัดเวทีการพูดคุยเพื่อแบ่งปันเอกสารรายงาน ขอคำวิพากษ์วิจารณ์ และขอให้ผู้เข้าร่วมเวทีนำส่วนที่เห็นด้วยกับเอกสารรายงานไปขับเคลื่อนในส่วนของตน

6) ประเมินผลการจัดเวทีพูดคุย สรุปผลการศึกษา ปรับปรุงเอกสารรายงาน และสรุปข้อเสนอแนะ

7) นำเสนอผลการศึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ และในส่วนกลาง

ดาวน์โหลดเอกสาร WORD