Home Research/Trainings Research Projects โครงการที่ 2 โครงการศึกษาความเสี่ยงภัยและความขัดแย้งทางเทคโนโลยี

โครงการที่ 2 โครงการศึกษาความเสี่ยงภัยและความขัดแย้งทางเทคโนโลยี

Print PDF

โครงการศึกษาความเสี่ยงภัยและความขัดแย้งทางเทคโนโลยี
(risk & technological conflict)

หลักการและเหตุผล

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา พัฒนาการทางเทคโนโลยีของสังคมโลกได้พาเราก้าวเข้าสู่ยุคสังคมเสี่ยงภัย (risk society) ที่หลายครั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไม่สามารถคาดการณ์และทำนายอนาคตอย่างแม่นยำแน่นอน เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมดังในอดีตได้อีกต่อไป มีปรากฏการณ์และปัญหาทางสังคมมากมายทำให้เราต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนของความรู้ดังกล่าว สภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดภัยธรรมชาติมากมาย ทั้งสึนามิเมื่อปี 2005 เหตุการณ์แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วมในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของไทย (2011) ที่เพิ่งทุเลาลงไป  ทั้งยังมีกรณีที่เป็นอุบัติภัยอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยเช่นกัน เช่น กรณีอุบัติภัยสารเคมีที่เมืองโพปาล (1984) ประเทศอินเดีย, กรณีอุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เกาะทรีไมล์ สหรัฐ (ปี 1979) , ที่เมืองเชอร์โนบิล สหภาพโซเวียต (ปี 1986) และล่าสุดที่เมืองฟูคูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011ซึ่งเหตุการณ์ยังคงวิกฤติอย่างต่อเนื่องมากระทั่งปัจจุบัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะปัญหาและความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีดังกล่าว ผนวกกับความไม่พร้อมของฝ่ายนโยบายในการรับมือกับปัญหาในลักษณะนี้ได้อย่างเหมาะสมเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ทำให้ปัญหาทางสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เกิดขึ้นติดตามมามากมาย ในหลายครั้งกลายเป็นปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "ความขัดแย้งอันสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยี" หรือเรียกให้สั้นลงว่า "ความขัดแย้งทางเทคโนโลยี" (technological conflict) ซึ่งอย่างน้อย มักเกิดความขัดแย้งขึ้น 2 ชนิด ได้แก่

(1) ความขัดแย้งระหว่างชุมชน/ประชาชนด้วยกันเอง ดังกรณีน้ำท่วมภาคกลางของไทยที่เห็นชัดที่สุด คือ ชุมชนเหนือกับชุมชนใต้ประตูน้ำหรือบิ๊คแบ็ค เป็นต้น เพราะชุมชนทั้งสองฝ่ายของความขัดแย้งส่วนมีเกี่ยวข้องกับการได้รับหรือไม่ได้รับผลกระทบจากการเลือกใช้เทคโนโลยี (technological choices) เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมื่อครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่ความรู้ว่าด้วยเรื่องการจัดการน้ำท่วมของไทยยังไม่สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของสภาวะอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทย ก็เกิดปัญหาระหว่างชุมชนภายในพื้นที่ที่ถูก กฟผ.เลือกให้เป็นพื้นที่เข้าข่ายเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมทั้งเกิดความขัดแย้งกับพื้นที่ข้างเคียง ในขณะที่ความรู้ว่าด้วยความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ของทั้งโลกและโดยเฉพาะในประเทศไทย ยังไม่สามารถประกันความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ให้กับผู้คนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงได้ เป็นต้น

(2) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับประชาชนทั่วไป ที่ไม่สามารถพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเพียงพอ เนื่องจากอยู่ในระบบภาษาและความรู้คนละชนิดกัน ในขณะที่หลายครั้ง ความรู้ของประชาชนทั่วไปมักไม่ได้รับความสำคัญอีกด้วย เกิดปัญหาความไม่สมมาตรกันของอำนาจระหว่างคู่ขัดแย้ง ทั้งในกรณีปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง และกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ชุดความรู้ในด้านความเสี่ยงอันตรายและความปลอดภัยของผู้เชี่ยวชาญกับคนทั่วไปในหลายเหตุการณ์นั้น ไม่สามารถหาทางตกลงให้ตรงกัน จนนำมาสู่ความไม่ไว้วางใจต่อกันและข้อพิพาทในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ปริมาณความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  หลายครั้งในกรณีที่ความเสี่ยงมีความซับซ้อนสูงมาก ผู้เชี่ยวชาญก็เผชิญกับข้อจำกัดขององค์ความรู้ตนเอง และขบวนการประชาชนสามารถยกระดับจากความวิตกต่อความเสี่ยงอันตรายมาสู่กระบวนการรังสรรค์ความรู้จากฐานรากได้

อันที่จริงแล้ว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนนี้ อันที่จริงแล้ว สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ (1) ฝ่ายนโยบายมีมาตรการการรับมือกับปัญหาหรือภัยพิบัติที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งสองฝ่ายมากเพียงพอ และ (2) สามารถผสานความรู้ความเข้าใจระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับประชาชน เพื่อตอบโจทย์เชิงปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสม  ซึ่งก็ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งไม่ลงรอยและไม่เข้าใจ ไม่ไว้วางใจระหว่างกันและกันอยู่เช่นกัน   ประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นทั้งเรื่องสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปพร้อมๆกัน และกระทบกับผู้คนหลากหลายระดับชั้นและหลายภาคส่วน ทั้งยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ความตื่นตัวมีส่วนร่วมจากประชาชน เจ้าหน้าที่ราชการ ฝ่ายนโยบาย ฯลฯ  ในขณะที่ปัจจุบัน ยังมีช่องว่างปัญหาระหว่างผู้คนใน 2-3 กลุ่มดังกล่าวอยู่ ทั้งในแง่การยอมรับระบบความรู้ของแต่ละฝ่าย การไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นต้น

ปัญหาการยอมรับของสาธารณะต่อทางเลือกการใช้เทคโนโลยีแต่ละทางเลือกนั้น  คลี่คลายก็ด้วยการปรึกษาหารือและการถกเถียงสาธารณะที่กระทำอย่างโปร่งใส โดยมีข้อมูลครบถ้วนในประเด็นหลักรอบด้าน ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลที่นำมาปรึกษาหารือและถกเถียงต้องเป็นข้อมูลที่มีความเป็นวิชาการ กล่าวคือ มีที่มาชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ เป็นต้น

ดังนั้น โครงการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายในการสร้างฐานความรู้และพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสมานเชื่อมโยงความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและประชาชนทั่วไป รวมถึงทำความเข้าใจสภาพปัญหาเพื่อลดสภาวะความขัดแย้งระหว่างชุมชน/ประชาชนด้วยกันเอง โดยไม่จำเป็น ให้น้อยลง  โดยเลือกกรณีน้ำท่วมภาคกลางของไทย และกรณีความไม่ลงรอยเรื่องนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ของไทย เป็นกรณีหลักในการศึกษาครั้งนี้

วัตถุประสงค์

1. ศึกษารูปแบบของพื้นที่ร่วม (platform) เพื่อสร้างความไว้วางใจและสมานเชื่อมโยงความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานทางสังคม และประชาชนทั่วไป
2. ศึกษาลักษณะของฐานความรู้ระหว่างสาขาวิชา และระหว่างผู้คนหลากหลายภาคส่วน ที่สามารถใช้แก้ปัญหาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนด้านต่างๆ (เน้นกรณีน้ำท่วมและพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก) ได้จริง

วิธีดำเนินงาน

1. ปริทรรศน์งานศึกษาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2. สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
3. จัดชุดการสานเสวนาแบบเจาะจง (dialogue focus group) เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจปัญหาความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกรณีน้ำท่วมและกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
4. จัดทำเอกสารรายงานการศึกษา และจัดสัมมนาเพื่อเสนอผลงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ดาวน์โหลดเอกสาร WORD