Home Blog support ร่วมสร้างความหวังในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

IHRP

Institute of Human Rights and Peace Studies

ร่วมสร้างความหวังในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

Posted by support
support
support has not set their biography yet
User is currently offline
on Tuesday, 09 July 2013
in บทความ

คนเรา อยู่ได้ด้วยความหวัง คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีความหวัง แต่เกือบสิบปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความกลัวและความหวาดระแวงมากดทับความหวัง จนถือว่าการสร้างสันติภาพเป็นเรื่องของผู้เป็นอื่น มิใช่เรื่องของเราสักเท่าไร แต่เมื่อกระบวนการสานเสวนาสันติภาพได้เริ่มขึ้นโดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวย ความสะดวก ดูเหมือนว่าความหวังจะเริ่มหวนคืนมา แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวยังอ่อนแอนัก ผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าเพราะยังยืนยันในอุดมการณ์เมอร์เดกาหรือเพราะเกรงจะต้องสูญเสีย อธิปไตยเหนือดินแดนไปไม่มากก็น้อย ย่อมหาทางให้กระบวนการสันติภาพมีอันเป็นไป จึงชอบที่ผู้มีใจรักในเพื่อนมนุษย์ จะได้ริเริ่มทำอะไรร่วมกัน เพื่อให้กระบวนการนี้มีชีวิตชีวา เป็นกระแสธารที่มีพลัง และเป็นกระบวนการที่มีความชอบธรรม ในที่นี้ ขอเสนอแนวทางกว้าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจและเสริมสร้างความเข้มแข้งแก่กระบวนการสันติภาพ ดังนี้

ประเด็นทางเลือกแรกที่ขอเสนอให้พิจารณา คือ เราจะเริ่มต้นตรงไหนดี ระหว่าง

(1) เริ่มที่ข้อขัดแย้งที่เป็นใจกลางของปัญหา หมายถึงเริ่มที่ภาคีความขัดแย้งหลัก
(2) เริ่มที่ข้อขัดแย้งรองที่อาจคลี่คลายได้ง่ายกว่า กล่าวคือเริ่มที่ภาคีความขัดแย้งที่อาจสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายกว่า
(3) เริ่มพร้อมๆ กัน พิจารณาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคีความขัดแย้งต่าง ๆ ไป พร้อมกัน

ผู้ที่ชอบทางเลือกที่หนึ่ง อาจจะชอบเพราะว่าตนจะได้มีบทบาทหลัก หรือเพราะเชื่อว่าถ้าคลี่คลายความขัดแย้งที่เป็นใจกลางได้ เรื่องอื่น ๆ ก็จะคลี่คลายตาม ๆ กันไป ผู้ที่ชอบทางเลือกที่สองอาจคิดว่าถ้ามีความสำเร็จในเรื่องที่ง่ายกว่าก่อน ก็จะสร้างบรรยากาศให้สามารถคลี่คลายเรื่องที่ยากได้ในภายหลัง แต่ในที่นี้ ขอเสนอให้พิจารณาทางเลือกที่สามก่อน อาจด้วยเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินว่า เราอาจตกลงกันไม่ได้ว่าอะไรคือข้อขัดแย้งที่เป็นใจกลางหรือเรื่องอะไรที่ ง่ายต่อการคลี่คลาย รวมทั้งไม่แน่ใจว่า ภาคีใดเต็มใจ/พร้อมใจช่วย หรือภาคีใดหวังสร้างภาพลวงหรือความปั่นป่วน แต่ที่สำคัญคือ โจฮัน กาลตุง นักทฤษฎีสันติภาพให้ข้อเสนอในเชิงทฤษฎีไว้ว่า การลดทอนจำนวนข้อขัดแย้งให้เหลือเพียงหนึ่งหรือสองก็ดี หรือจำนวนภาคีให้เหลือเพียงสองก็ดี จะทำให้การสานเสวนากลายเป็นการยึดมั่นในจุดยืนของแต่ละฝ่ายจนเกินไป เราต้องระวังเรื่องการทำให้ง่ายจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการแยกขั้วเป็นเขาเป็นเรา และเกิดการกีดกันภาคีอื่นออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องระวังเรื่องการทำให้ซับซ้อนจนเกินไป เพราะเข้าใจได้ยากมากขึ้นด้วย กาลตุงจึงเสนอว่า น่าจะพิจารณาตัวเลข (จำนวนข้อขัดแย้ง/ภาคี) ที่มากกว่า 2 เช่น 3 หรือ 4 ในที่นี้ขอเสนอตัวอย่างแต่เพียงตัวเลข 3

ขอยกตัวอย่างข้อขัดแย้งที่อาจนำขึ้นมาพิจารณาดังนี้

(1) ความมั่นคง ซึ่งรวมถึงประเด็นความยุติธรรม การรักษาความสงบ และการใช้กำลัง
(2) การเมืองการปกครอง ซึ่งรวมถึงประเด็นความชอบธรรม การคุ้มครองเสียงข้างน้อย (ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น) การถ่ายโอนอำนาจ
(3) นโยบายชาติพันธุ์ ซึ่งรวมถึงประเด็นบูรณาการ การเคารพความแตกต่างหลากหลาย การฟื้นฟูอัตลักษณ์ที่ถูกละเลย

ขอยกตัวอย่างภาคีที่มีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งได้แก่

(1) ตัวแทนรัฐบาลไทย
(2) ตัวแทนขบวนการที่ใช้กำลังอาวุธ ในขณะนี้มีบีอาร์เอ็นเป็นภาคีหลัก ต่อไปถ้าบีอาร์เอ็นได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนกลุ่มอื่น ๆ บีอาร์เอ็นก็เป็นตัวแทนขบวนการฯ มิฉะนั้น ก็อาจจะมีตัวแทนที่เป็นคณะบุคคลที่มาจากหลายกลุ่ม
(3) ตัวแทนรัฐบาลมาเลเซีย ขณะนี้รัฐบาลมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่บีอาร์เอ็นเสนอให้ทำหน้าที่เป็นคนกลาง แต่คงไม่ใช่ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยที่ทรงอิทธิพล หากเป็นคนกลางที่เข้ามาร่วมสานเสวนากับภาคีแต่ละฝ่ายเพื่อให้สามารถอำนวย ความสะดวกได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่แทรกแซงการตัดสินใจของภาคี

การสานเสวนาระหว่างภาคีทั้งสามจะเป็นทั้ง

(1) การสานเสวนาภายในภาคีนั้น ๆ (intra-party dialogue) เพื่อศึกษาประเด็นข้อขัดแย้งให้กระจ่างชัด และกำหนดยุทธศาสตร์การสานเสวนาอันจะนำไปสู่การเจรจาเพื่อการถกแถลงหาทาง เลือก การตัดสินใจ และการทำข้อตกลงต่อไป และ
(2) การสานเสวนาระหว่างภาคี (inter-party dialogue) (ระหว่างฝ่ายรัฐบาลทั้งสอง ระหว่างตัวแทนแต่ละรัฐบาลกับตัวแทนขบวนการฯ) เพื่อร่วมกันทำประเด็นข้อขัดแย้งให้กระจ่างชัด และกำหนดยุทธศาสตร์การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งร่วมกัน

กระบวนการสานเสวนาข้างต้นนี้มีชื่อเรียกว่าเส้นทางที่หนึ่ง (track I) ซึ่งอยู่ในระดับผู้นำหรือระดับที่มีความเป็นทางการ ส่วนเส้นทางที่สอง (track II) เพื่อให้กระบวนการมีความสมบูรณ์นั้น จะเกี่ยวข้องกับภาคีที่ไม่ใช่ราชการหรือทางการ นั่นคือภาคประชาสังคม เช่นกลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มสื่อ กลุ่มศิลปิน กลุ่มนักธุรกิจ เป็นต้น ภาคประชาสังคมเป็นภาคีความขัดแย้งอย่างอ่อน จึงอาจทำให้สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งสร้างจินตนาการและความหวังได้ดีกว่าภาคีในเส้นทางที่หนึ่ง ที่สำคัญคือ ภาคประชาสังคมอาจถ่วงดุล กระตุ้น เรียกร้องให้เกิดความคืบหน้าในเส้นทางที่หนึ่ง จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้ข้อตกลงใด ๆ ที่ได้จากเส้นทางที่หนึ่งเป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนได้มากขึ้น อีกทั้งยังหนุนช่วยและนำข้อตกลงไปปฏิบัติด้วย

ตัวอย่างภาคีประชาสังคมที่น่าจะมีส่วนช่วยคลี่คลายความขัดแย้งได้แก่

(1) ประชาสังคมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมลายูในพื้นที่
(2) ประชาสังคมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายไทยหรือจีนในพื้นที่
(3) ประชาสังคมนอกพื้นที่

เช่นเดียวกับเส้นทางที่หนึ่ง การสานเสวนาในเส้นทางที่สองน่าจะประกอบด้วยการสานเสวนาภายในและระหว่างภาคี และถ้าหากเลือกข้อขัดแย้งและประเด็นการสานเสวนาให้ตรงกับเส้นทางที่หนึ่ง (เช่นความมั่นคง การเมืองการปกครอง และนโยบายชาติพันธุ์) ก็จะเป็นการเสริมแรง และสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เห็นต่างอย่างรอบด้านมากขึ้น

ที่สำคัญคือ การสานเสวนาในทั้งสองเส้นทางน่าจะหยิบยกเรื่องวิสัยทัศน์ขึ้นมาแลกเปลี่ยน กันด้วย การสร้างวิสัยทัศน์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้เกิดความสำเร็จในกระบวนการ สันติภาพ ซึ่งนอกจากจะตอบคำถามหลักเช่น ‘เราเป็นใคร’ ‘เราทนกันได้ในความแตกต่างหรือไม่’ แล้ว ยังต้องจะพยายามตอบคำถามด้วยว่า ‘เราจะไปทางไหน’ ‘เราจะไปด้วยกันใช่ไหม’ และ ‘สังคมที่เราและลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันในดินแดนแห่งนี้ควรจะมีหน้าตา อย่างไร’ ด้วย

ภาคีฝ่ายรัฐบาลไทยก็ดี ฝ่ายขบวนการฯก็ดี น่าจะมีคณะทำงานวิชาการหนึ่งหรือหลายคณะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลตลอดจนศึกษา ข้อขัดแย้งและประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ภาคีในระหว่างการสานเสวนาและต่อไปในระหว่างการเจรจา ด้วย ในระยะแรก รัฐบาลมาเลเซียอาจให้ความสนับสนุนด้านทรัพยากรตามที่ฝ่ายขบวนการฯร้องขอ ในระยะต่อไป รัฐบาลไทยอาจอำนวยความสะดวกในการทำงานของคณะทำงานของขบวนการฯในพื้นที่ของ ไทยด้วย ข้อดีข้อหนึ่งในการมีคณะทำงานคือ

(1) น่าจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในระหว่างภาคีมากขึ้น
(2) คณะทำงานของทั้งสองฝ่ายน่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูล/รายงานทางวิชาการ และมีการพบปะกันบ้าง ซึ่งหมายถึงการสร้างเสริมความสัมพันธ์ในอีกมิติหนึ่ง
(3) เป็นการเพิ่มพื้นที่การใช้ความรู้และเหตุผลในการหาข้อตกลงร่วมกัน

โดยสรุปแล้ว ทุกฝ่ายที่มีความหวังในกระบวนการสันติภาพ ต้องช่วยกันทำให้กระบวนการนี้มีการเคลื่อนไหว โดย

(1) การถักทอความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มหลาย ๆ กลุ่ม ในหลายระดับพร้อมกันไป
(2) การเชื่อมประสานกันให้ดี เพื่อที่จะทวีความพยายามเอาชนะความไม่มั่นใจ ความไม่ไว้วางใจ การด่วนตัดสิน ความอหังการ และคุณลักษณะอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมฤทธิผล และ
(3) การสร้างสันติภาพเชิงลบ ซึ่งหมายถึงการลด/ยุติความรุนแรง และการสร้างสันติภาพเชิงบวก ซึ่งหมายถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการเคารพคุณค่าความเป็น มนุษย์ การเคารพอัตลักษณ์ของกันและกัน ความเป็นธรรม รวมถึงการกินดีอยู่ดี นั่นคือการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขที่ยั่งยืนนั่น เอง

โดย : อ.โคทม อารียา

0 votes
support has not set their biography yet

Comments

Please login first in order for you to submit comments