Home Blog support มุมมองและภาพสะท้อนด้านความมั่นคงต่อข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น

IHRP

Institute of Human Rights and Peace Studies

มุมมองและภาพสะท้อนด้านความมั่นคงต่อข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น

Posted by support
support
support has not set their biography yet
User is currently offline
on Tuesday, 09 July 2013
in บทความ

ตามที่ขบวนการบีอาร์เอ็น ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 7 ข้อเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 โดยเสนอเงื่อนไข ซึ่งตามความเข้าใจทั่วๆไป น่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพูดคุยสันติภาพนั้น เนื้อหาโดยรวมของแถลงการณ์ดังกล่าว สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเด็นหลักๆคือ

1) ประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง และ
2) ประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบทางสังคม ซึ่งทั้งสองประเด็นจะมีความเกี่ยวข้องกับช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

บทความนี้จะให้ความสำคัญแก่ประเด็นข้อเรียกร้องข้อที่ 1 – 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กร และบุคลากร ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง กล่าวคือข้อเรียกร้องข้อที่ 1 ซึ่งเสนอให้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่มีต้นสังกัดอยู่นอกเขตของกองทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และห้าอำเภอในจังหวัดสงขลา ในกรณีนี้ คาดว่าเจตนารมณ์ของขบวนการบีอาร์เอ็น คงจะให้ความสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เป็นคนพื้นถิ่น ซึ่งมีความคุ้นเคย ความเข้าใจในวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีปฏิบัติของคนชาติพันธุ์มลายูผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างจากคนในภูมิภาคอื่นๆ การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เข้าใจในเรื่องดังกล่าวจะช่วยลดการกระทบกระทั่ง รวมทั้งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การเคลื่อนย้ายกำลังพลในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์นายทหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมกำลังพล ได้ทราบแนวโน้มว่า การใช้กำลังพลในอนาคตจะเป็นการใช้กำลังพลในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 เป็นหลัก โดยจะเห็นได้จากการตั้งกองพลทหารราบที่ 15 ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่จะให้มีการพัฒนาหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ที่สามารถรองรับกับสถานการณ์ต่างๆได้โดยไม่ต้องใช้กำลังพลจากภายนอก ทั้งนี้กองทัพมีความปรารถนาที่จะลดกำลังพลที่ประจำการอยู่นอกพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 ลงตามระดับความรุนแรงที่ลดลง ดังนั้น แม้ข้อเรียกร้องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ก่อนช่วงเดือนรอมฎอนแต่ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า

สำหรับข้อเรียกร้องในข้อที่ 2 นั้น ขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการให้กองกำลังทหารและทหารพรานออกจากพื้นที่ที่เป็นหมู่บ้าน และให้อยู่ในฐานที่ตั้งซึ่งเป็นหน่วยหรือค่ายทหาร ข้อเรียกร้องนี้น่าจะเกิดจากการที่ขบวนการฯต้องการให้มีภาพลักษณ์ของการปฏิบัติการทางทหารในช่วงของเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ทหารและทหารพรานจะเตรียมพร้อมอยู่ในฐานที่มั่น อย่างไรก็ตาม การประจำการในหมู่บ้านน่าหมายถึงหมู่บ้านที่เป็นชุมชนมุสลิม ส่วนที่เป็นชุมชนศาสนิกอื่นๆ การประจำการอาจจะดำเนินไปตามปกติ

ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 เสนอให้ถอนกำลังตำรวจและตำรวจตระเวนชายแดนออกจากพื้นที่ที่เป็นหมู่บ้าน ในประเด็นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในอำนาจหน้าที่ที่ต่างกันของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ หน้าที่หลักของตำรวจนั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจตรา สืบสวนสอบสวน จับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาต่างๆที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ส่วนหน้าที่หลักของทหารนั้นเกี่ยวข้องกับความไม่สงบโดยตรง โดยส่วนใหญ่แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะประจำการอยู่ในสถานีตำรวจ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกอำเภอ หรือบางตำบล และมักจะมีที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชน เราจึงควรจะแยกปฏิบัติการของตำรวจออกจากการปฏิบัติการด้านความมั่นคงของทหารจึงมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ไม่รวมตำรวจตระเวนชายแดนผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับความไม่สงบโดยตรง) จะยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมายทั่วไปตามปกติ

ข้อเรียกร้องที่ 4 เสนอให้อนุญาตให้อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) หยุดประจำการในช่วงเดือนรอมฎอน ความเห็นต่อข้อเรียกร้องนี้ก็คือ ในประเพณีปฏิบัติ ไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆที่ระบุว่า ผู้มีหน้าที่การงานต้องหยุดงานในช่วงเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้น่าจะเป็นความประสงค์ดีของขบวนการฯที่ต้องการให้ อส. ซึ่งอาจจะมีการเข้าผลัดเวรยามที่ตรงกับช่วงที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจ สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี เท่าที่ผ่านมา หน่วยงานหลายหน่วยงานรวมทั้งภาครัฐได้ให้โอกาสในการลางานเพื่อไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่แล้ว ข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคงอีกข้อหนึ่งคือ ไม่ต้องการให้กองกำลังทหารโจมตี สกัดถนน จับกุมและควบคุมตัว อย่างเด็ดขาด ในกรณีนี้เป็นที่เข้าใจได้ว่า ขบวนการบีอาร์เอ็นมีความต้องการที่จะให้เกิดความไว้วางใจว่า ช่วงเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นเดือนแห่งการปลอดความรุนแรง และชาวมุสลิมสามารถที่จะประกอบศาสนกิจได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  หมายความว่า หากไม่เกิดการใช้กำลังรุนแรงในช่วงเดือนนี้ ย่อมไม่มีเหตุที่เจ้าหน้าที่จะทำการปิดล้อม ตรวจค้น สกัดกั้นเส้นทาง และจับกุม แม้แต่การตั้งด่านและการลาดตระเวนก็อาจไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ก็น่าจะเป็นความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย  ในทางกลับกันถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบุกเข้าปิดล้อมจับกุมโดยไม่มีเหตุอันควร ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกแนวร่วมขบวนการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน

บทความนี้พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ในการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ดำเนินอยู่นี้ เงื่อนไขและขอบเขตต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ควรจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้การพูดคุยต้องหยุดชะงักหรือยุติลง แต่การทำความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคู่สนทนา และการทำความเข้าใจต่อสาธารณชนมีความสำคัญมาก ทั้งนี้ก่อนที่จะถึงกระบวนการในการเจรจา การสร้างความเข้าใจร่วมกันในเงื่อนไขต่างๆ ทั้งในด้านความเป็นไปได้ และข้อจำกัดของแต่ละเงื่อนไข น่าจะมีความจำเป็น ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการสร้างความไว้วางใจกันมากขึ้นนั่นเอง

โดย : เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช

0 votes
support has not set their biography yet

Comments

Please login first in order for you to submit comments