Home ARCHIVE

Archive

Scholarship for national of Myanmar

Print PDF

CALLS FOR APPLICATIONS WITH AMENDED CRITERIA

Scholarship for national of Myanmar, study in MA & PhD program

Cooperation between our Mahidol University and Norwegian Embassy (Bangkok), Ministry of Foreign Affairs on 'Capacity Building for Institutions in Myanmar Project' in providing full scholarship for citizens from Myanmar to study in MA in Human Rights (international program) and Ph.D in Human Rights and Peace Studies (international program) at IHRP, Mahidol university.

Deadlines for August 2014 admission: 31 January 2014

Results will be available in March 2014
Semester Start on  August 2014

CRITERIA SET BY MAHIDOL UNIVERSITY AND THE ROYAL NORWEGIAN EMBASSY FOR AWARDING  A SCHOLARSHIP TO STUDY THE MA OR PHD PROGRAMME IN HUMAN RIGHTS, AT THE INSTITTUTE FOR HUMAN RIGHTS AND PEACE STUDIES.

MA (Human Rights)

1. Candidates must have a Bachelor’s degree in any field with a cumulative GPA of at least 2.50 or equivalent.
2. Candidates must have an English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required with no band below 6.0.
3. Candidates must be national of Myanmar
4. Preference will be given to candidates who are attached to a research centre or academic institution, or have experience with NGOs, human rights institutions or private human rights/peace entities.
5. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies.
6. Special consideration will be given to candidates from minority and marginalized groups including ethnic minorities, people with disability, sexual minorities, and Stateless people.

PhD (Human Rights and Peace Studies)

1. Candidates must have a Masters degree (MA) in any major, from an approved university, with a GPA of not less than 3.50.
2. Candidates must have an English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required with no band below 6.0.
3. Candidates must be national of Myanmar
4. Preference will be given to candidates who
a) have research publications, of more than one publication, or at least one single author publication in an accredited journal.
b) are attached to a research centre or academic institution.
c) with experience with NGOs, human rights institutions  or private human rights/peace entities.
5. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies.
6. Special consideration will be given to candidates from minority and marginalized groups including ethnic minorities, people with disability, sexual minorities, and Stateless people.

 

MA applicants,
Documents need to submit:

- Completed the application form, with photograph affixed
- Personal statement
- Academic transcript(s)
- English language test certificate(s)
- Curriculum Vitae
- Contacted the referees and send them the reference form
- Other related documents base on criteria for selection.
PhD applicants,
Documents need to submit:

- Completed application form, with photograph affixed
- Research Statement and Personal Statement
- Academic transcript of completed University degrees (Bachelor's and Masters)
- English language test certificate (s)
- Curriculum Vitae
- Contacted the referees and send them the reference form
- Other related documents base on criteria for selection.

For more information & Apply: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

สันติสุขจะได้มาถ้าเราช่วยกันพูดคุยสันติภาพใน จชต. (ตอน1)

Print PDF

บทนำ

การพูดคุยสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ได้เริ่มในรูปแบบที่เป็นทางการหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น โดยมีตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ข้อตกลงดังกล่าวใช้คำว่ากระบวนการสานเสวนาสันติภาพภายในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหมายรวมถึงมาตรา 1 ที่บัญญํติว่า ‘ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้’ หมายความว่าการพูดคุยสันติภาพทางการจะเคารพในบูรณภาพของดินแดน การจัดตั้งให้บางส่วนของดินแดนเป็นรัฐเอกราช (ซึ่งขอเรียกว่าทางออกแบบเอกราชหรือmerdekaในภาษามลายู) ที่แยกตัวออกไปจากราชอาณาจักรจะกระทำมิได้ แต่หากจะดำเนินการตามมาตรา 281 ความว่า ‘ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น...’ ย่อมกระทำได้ (ซึ่งขอเรียกว่าทางออกแบบให้ความเป็นอิสระในการปกครองตนเองหรือ autonomy) อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตีความข้างต้นนี้อาจอธิบายว่า ตัวแทนบีอาร์เอนจำยอมลงนามในข้อตกลงด้วยไม่อยากขัดแย้งกับรัฐบาลมาเลเซีย หรือผู้ที่ช่างสงสัยและมีความคิดกว้างอาจตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 1 ดังกล่าวมิได้หมายความว่าประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยวอาจเป็นสหพันธรัฐก็ย่อมได้

การมีกรอบใหญ่สำหรับการสานเสวนาหรือการพูดคุยสันติภาพน่าจะช่วยให้กระบวนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล จึงขอเสนอให้พูดคุยกันในกรอบของ autonomy หรือความเป็นอิสระของการปกครองตนเองของท้องถิ่น โดยไม่ยกเรื่องเมอร์เดกาหรือสหพันธ์รัฐขึ้นมาเป็นเหตุผลโต้แย้งกันในขั้นนี้ เมื่อมีกรอบที่ชัดเจนแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะมีส่วนร่วมและพูดคุย/สานเสวนา/เจรจากันไปในทิศทางนี้

บทความนี้มุ่งหวังเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ทั้งในแง่การแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในเรื่องของข้อขัดแย้ง (contradiction) และทางออก การมีทัศนคติ (attitude)
และพฤติกรรม (behavior) ที่เอื้อต่อการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง1 เนื้อหาของบทความเป็นการทดลองเสนอในเรื่องภาคีหลักของความขัดแย้งและเป้าหมาย (goal) ของพวกเขา การกล่าวถึงภาคีที่สำคัญอื่น ๆ ของความขัดแย้ง แนวทาง 4 ค ในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง การประคับประคองกระบวนการสันติภาพ และการขยายวงการพูดคุยหรือพื้นที่การมีส่วนร่วม

ภาคีหลักน่าจะต้องการอะไร

ภาคีหลัก (main parties) ได้แก่ขบวนการและภาครัฐ แน่นอนว่าภาคีทั้งสองยังแบ่งเป็นภาคส่วนต่าง ๆ อีก แม้บีอาร์เอ็นจะเสนอว่าตนสามารถพูดแทนคนส่วนใหญ่ใน จชต. ได้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่ายังมีองค์กรอื่นอีกที่อยู่ในขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐ เช่น PULO (Patani United Liberation Organisation) GMIP (Gerakan Mujahidin Islam Patani) Bersatu (United Front for the Independence of Pattani)2 ส่วนภาครัฐประกอบด้วยภาคการเมือง (ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ข้าราชการประจำ (ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน) และพนักงานของรัฐ เป็นเรื่องที่ธรรมดาภาคส่วนต่าง ๆ ภายในขบวนการและภายในรัฐจะมีความเห็นที่ต่างกันไปได้ แต่จะขอสมมุติว่าในแง่เป้าหมายแล้ว ภาคีทั้งสองมีจุดยืนหรือเป้าหมายหลักที่เป็นหนึ่งเดียวกันในฝ่ายของตน

เป้าหมายของขบวนการ

ขอทดลองเสนอว่าวาทกรรมของขบวนการสามารถสรุปได้ดังนี้ ในอดีต เคยมีรัฐปาตานีที่เจริญรุ่งเรืองทั้งในทางการเมืองการปกครอง การค้า การศาสนา และวัฒนธรรม ต่อมาถูกรัฐสยามเข้า ครอบครองเป็นเมืองขึ้น แต่เดิมขบวนการได้ทำการต่อสู้ โดยเน้นประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มากกว่าศาสนา แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนเกือบจะสลายตัวไป ต่อมาขบวนการได้ก่อรูปอุดมการณ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ฐานขององค์กรเดิม หากแต่ได้ผนวกปัจจัยทางศาสนาที่อ้างว่าผูกติดอยู่กับชาติพันธุ์มลายูอย่างแยกไม่ออก ประวัติศาสตร์ของการมีรัฐปาตานี จึงถูกตีความว่าหมายรวมถึงการมีรัฐอิสลามด้วย  เมื่อตีความว่าปาตานีซึ่งหมายถึงรัฐอิสระของชาวมลายูที่เป็นรัฐอิสลาม ได้ตกเป็นอาณานิคมของรัฐสยามที่ไม่ใช่อิสลาม (รัฐกาฟิร) เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมชอบธรรมที่ชาวมลายูแห่งปาตานีจะลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อทวงดินแดนคืน ปลดปล่อยดินแดนนี้ และสถาปนารัฐปาตานีที่เป็นรัฐอิสลามขึ้น 3

วาทกรรมหนึ่งที่น่าสนใจมาจากเอกสารที่ทางการยึดได้ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า ‘เหตุการณ์กรือเซะ’ เอกสารชิ้นนี้มีคนนำไปตั้งชื่อว่า ‘คัมภีร์มรณะ’ แต่ชื่อตามภาษามลายูคือ ‘Berjihad di Patani’ (การต่อสู้ที่ปาตานี)4 ในข้อความตอนหนึ่ง ผู้เขียนเอกสารเรียกร้องให้ผู้กล้าสามัคคีกันและลุกขึ้นยึดครองปาตานีอันเป็นที่รัก นำความภาคภูมิใจและความเข้มแข็งคืนสู่ศาสนาที่ได้ถูกทำให้มัวหมอง ปกป้องลูกหลาน ภรรยา ทรัพย์สมบัติ และความมั่งคั่งของประเทศ โดยอ้างถึงฮาดิษ 113 (Hadith Saheeh Muslim, book 1, page 65) ที่กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลมาแย่งชิงทรพย์สมบัติเราไป ซึ่งเป็นกรณีต้องปกป้องด้วยชีวิต ถ้าเจ้าของถูกฆ่าก็จะไปสวรรค์ (เป็นชาฮีด) ถ้าผู้ที่มาขโมยทรัพย์สมบัติถูกฆ่าก็จะไปนรก

ขอทดลองสรุปว่า เป้าหมายการต่อสู้ของฝ่ายขบวนการคือการปลดปล่อยดินแดนจากการยึดครองของรัฐสยาม (แม้ว่ารัฐสยามจะเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐไทย แต่ในแง่วาทกรรมแล้ว ขบวนการยังคงใช้คำว่าสยามเพื่อเน้นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นนับร้อยปีมาแล้ว) เพื่อสถาปนารัฐปาตานี ที่เป็นอิสระ และ (อย่างน้อยสำหรับขยายแนวร่วมการต่อสู้) เป็นรัฐอิสลาม
เป้าหมายของฝ่ายรัฐ

ฝ่ายรัฐจะต้องทำตามกฎหมายโดยทั่วไป และตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ (แม้ว่ากฎหมายและรัฐธรรมนูญก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้) รัฐมีหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคนของทุกคนที่อยู่ในประเทศ รักษาบูรณภาพของดินแดน จัดให้มีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิผลในการยังความยุติธรรมแก่ทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน ส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขและคุณภาพชีวิต ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย ฯลฯ อย่างไรก็ดี ใน จชต. มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายรัฐเน้นหน้าที่ในด้านความมั่นคง และไม่สามารถทำหน้าที่ในด้านอื่น ๆ ได้ดีนัก

ขอจินตนาการว่าฝ่ายที่เข้าข้างรัฐอาจจะวิจารณ์วาทกรรมของขบวนการว่าอย่างไร การผนวกดินแดนของ ‘หัวเมือง’ ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามนั้น เป็นกระบวนการสร้างรัฐ-ชาติตามปกติ ที่เกือบทุกรัฐ-ชาติทั่วโลกต่างก็ได้กระทำการเช่นนี้ หาใช่การล่าอาณานิคมเพื่อครอบงำและขูดรีดประชาชาติที่อยู่ไกลออกไปไม่ (ไม่ได้อยู่ติดกับพรมแดนของรัฐ)

ถ้าพิจารณารัฐ-ชาติที่อยู่ประมาณ 200 รัฐ จะพบว่าในรัฐเหล่านี้มีประชาชาติอาศัยอยู่ประมาณ 2000 ชาติ แต่มีเพียง 20 ‘รัฐ-ชาติ’ ที่ถือได้ว่าอยู่อาศัยโดยประชาชาติเพียงชาติเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรามีประชาชาติ 1980 ชาติ อาศัยอยู่ใน 180 รัฐที่มีศักยภาพที่จะความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ประเทศไทยก็เช่นกัน มีประชาชาติอยู่มากหลายดังจะเห็นได้จากภาษาพูดที่พูดกันอยู่กว่า 60 ภาษา นอกจากภาษาตระกูลไทยแล้ว ยังมีภาษาหลัก ๆ อีก เช่นภาษามลายู ภาษาเขมร ภาษาไทยใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลที่ง่ายมากว่า ดูเหมือนว่ามนุษย์เราชอบที่จะถูกปกครองโดยผู้คนชนิดเดียวกับตน5 ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรความขัดแย้งที่เกี่ยวกับการสร้างรัฐชาติเช่นนี้จึงจะไม่เป็นความขัดแย้งที่รุนแรง มิฉะนั้น เราอาจมีความขัดแย้งที่รุนแรงในอีกหลายสิบหรืออาจถึงร้อยรัฐ-ชาติก็เป็นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้จะเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งเช่นนี้ได้ แต่จะต้องหาทางก้าวข้ามความขัดแย้งเช่นนี้ไป เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยทุกฝ่ายต่างมีความสุข

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งต่อวาทกรรมของฝ่ายขบวนการก็คือ การตั้งข้อสงสัยข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่ว่า เคยมีรัฐปาตานีที่มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับ จชต. ปัจจุบัน หรือเคยมีแต่นครรัฐหลายนครที่ปกครองพื้นที่ต่าง ๆ กันไปแล้วแต่ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และถ้ามีรัฐปาตานีดังกล่าว รัฐเช่นนั้นเป็นรัฐอิสลามในความหมายที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด6 ถ้าความเป็นดินแดนในอดีตอาจไม่ชัดเจนในความหมายของดินแดนแห่งรัฐเดี่ยว การให้ความหมายเชิงประวัติศาสตร์ว่าเป็นการเข้ายึดครองดินแดนแบบอาณานิคม เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนที่มีเอกภาพในการปกครองก็พลอยจะคลุมเครือไปด้วย และการสร้างรัฐอิสลามก็อาจเป็นเพียงข้อเสนอใหม่ที่อาจพิจารณาได้ด้วยคุณค่าปัจจุบันโดยไม่มีความขลังของอดีตมาเป็นปัจจัย

ขอทดลองสรุปว่า ฝ่ายรัฐมีเป้าหมายในการรักษาบูรณภาพของดินแดนและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนทุกคน โดยยอมรับว่าการกระทำที่ผ่านมาเคยสร้างบาดแผลไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ และเคยใช้นโยบายบังคับกลมกลืน (assimilation) ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในกระบวนการสร้างรัฐชาติ และยอมรับที่จะทำการแปลงเปลี่ยนทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เกิดการอยู่ร่วมกันที่ตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของทุกฝ่าย

โคทม อารียา
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

พระจากประเทศเมียนมาร์ศึกษางานสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา

Print PDF

พระชาวเมียนมาร์สมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป นำพระชาวเมียนมาร์ 20 รูป ซึ่งมาจากวัดต่างๆ ในประเทศเมียนมาร์ศึกษาดูงานสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เพื่อเรียนรู้กระบวนการสร้างสันติภาพ หวังนำกลับไปสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมาร์ ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เผย พระเมียนมาร์สนใจกระบวนการสานเสวนาพร้อมกับต้องการร่วมกระบวนการศาสนเสวนาระหว่างพระชาวพุทธของประเทศไทยและเมียนมาร์

นายรัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ เจ้าหน้าที่เสมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป และผู้ประสานงาน Promoting A Culture of Peace and Sustainability in Myanmar ได้นำพระภิกษุชาวเมียนมาร์จำนวน 20 รูป ศึกษาดูงานที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่าง ๆ พร้อมกับศึกษาเรียนรู้ถึงกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อนำกลับไปดำเนินการสร้างกระบวนการสันติภาพในประเทศเมียนมาร์ โดยนายรัฐวิศว์  กล่าวว่า  ปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมาร์มีอยู่มาก  เนื่องจากประเทศเมียนมาร์ประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์  ประกอบกับมีการสร้างสถานการณ์ที่ง่ายต่อการนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับรุนแรงด้วย  โดยเฉพาะในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา  มีความขัดแย้งเรื่องศาสนาสูงมาก  ระหว่างผู้นับถือศาสนาพุทธกับผู้นับถือศาสนาอิสลาม  อีกทั้งในปัจจุบัน  ประเทศพม่ามีเสรีภาพในการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้นแต่ก็มีปัญหาในเรื่องการขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร  การได้นำพระภิกษุชาวเมียนมาร์มาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาในครั้งนี้จึงนับว่ามีความสำคัญ  เพราะพระภิกษุในประเทศเมียนมาร์เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลและอยู่ในสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณและสังคม

นางสาวงามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้นำเสนอภาพรวมการทำงานของสถาบันฯ กล่าวว่า ได้ชี้ให้พระภิกษุชาวเมียนมาร์เข้าใจชั้นความรุนแรงใน 3 ระดับ ได้แก่ 1)ความรุนแรงทางตรง เช่น การทำร้ายร่างกาย การใช้อาวุธต่อสู้ เป็นต้น  2)ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอันมาจากนโยบายที่ไม่เท่าเทียมกันต่อคนในสังคม  3)วัฒนธรรมความรุนแรงที่มีการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ มาเป็นกรณีศึกษา เช่น การใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน ซึ่งไม่สามารถปราบปรามยาเสพติดได้จริง เนื่องจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมความรุนแรงยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งความรุนแรงทั้งสองนี้สนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงทางตรง เป็นต้น

อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ยังกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในประเทศเมียนมาร์ก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรง เพราะปัญหาเรื่องการมีอคติต่อกันยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

ด้าน ผศ.ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง การสร้างสันติภาพโดยใช้กระบวนการสานเสวนาในกรณีความขัดแย้งต่าง ๆ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีห้ามนักเรียนหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบในโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัดพุทธศาสนา  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงกิจกรรมที่สถาบัน ฯ ในฐานะเลขานุการขององค์กรศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย (Religions for Peace Inter-religious Council of Thailand) ได้ลงพื้นที่เยี่ยมปลอบขวัญผู้นำศาสนาที่ถูกฆ่า และสถานที่สำคัญทางศาสนาที่ถูกทำลาย นอกจากนั้น องค์กรศาสนาเพื่อสันติภาพ  สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทยยังได้รับการสนับสนุนในด้านเงินทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ทำโครงการภายใต้ชื่อ “ความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย์” อันประกอบด้วย 1)การจัดอบรมผู้นำศาสนา นักการศาสนา และเยาวชนที่เป็น  ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย จำนวนร้อยกว่าคนในการนำศาสนคำสอนมาช่วยลดความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของมนุษย์ 2)การจัดอบรมกระบวนกร เพื่อให้สามารถจัดกระบวนการสานเสวนาระหว่างศาสนา  3)กิจกรรมค่ายเยาวชนระหว่างศาสนา จำนวน 3 ค่าย โดยแต่ละค่ายประกอบด้วยเยาวชนชาย-หญิงศาสนาต่าง ๆ จากทั่วประเทศ เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้ ทำความเข้าใจ  และทำงานร่วมกันระหว่างศาสนาในแนวทางสันติภาพ ผศ.ดร.ปาริชาด กล่าวด้วยว่า กระบวนการสานเสวนาถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้กลายเป็นความรุนแรง(Conflict Transformation)ไปสู่การสร้างสันติภาพ ซึ่งเป็นการเยียวยาความสัมพันธ์ที่แตกสลายให้กลับคืนดีใหม่นั่นเอง

ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เปิดเผยอีกว่า พระภิกษุชาวเมียนมาร์สนใจกระบวนการสานเสวนาเป็นอย่างมาก  และแสดงความจำนงจะเข้าร่วมกระบวนการหากจัดอบรมเกี่ยวกับการสานเสวนา  ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานของสถาบัน ฯ ที่จะจัดให้มีการสานเสวนาระหว่างพระภิกษุเมียนมาร์กับพระภิกษุชาวไทย  โดยหวังว่าจะนิมนต์พระภิกษุเมียนมาร์ที่มีแนวคิดสุดโต่งเข้าร่วมสานเสวนา พร้อมกับเชื่อว่าพระภิกษุเมียนมาร์กลุ่มนี้จะเป็นเครือข่ายที่สำคัญอีกเครือข่ายหนึ่งที่จะร่วมกันสร้างกระบวนการสันติภาพ ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

Scholarship for national of Myanmar

Print PDF

Scholarship for national of Myanmar, study in MA & PhD at IHRP

Cooperation between our Mahidol University and Norwegian Embassy (Bangkok), Ministry of Foreign Affairs on 'Capacity Building for Institutions in Myanmar Project' in providing full scholarship for citizens from Myanmar to study in MA in Human Rights (international program) and Ph.D in Human Rights and Peace Studies (international program) at IHRP, Mahidol university.

Deadlines for August 2013 admission: 25 JULY 2013
Results will be available in Early August 2013
Semester Start on 13 August 2013

MA applicants:
Criteria for entrance into MA (Human Rights)

1. Candidates must hold a Bachelor's degree in any field with a cumulative GPA of at least 2.50 or equivalent.
2. Have English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required with no band below 6.0.
3. Preference will be given to candidates with human rights or related experiences
4. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies
5. Being national of Myanmar
6. Candidates from ethnic minorities will be considered. This also includes gender perspective

Documents need to submit :

- Completed the application form
- Personal statement
- Academic transcript(s)
- English language test certificate(s)
- Details of academic and/or employment history (CV) (if any)
- Contacted the referees and send them the reference form (the form must reach no later than 25 July 2013)

PhD applicants:
Criteria for entrance into PhD (Human Rights and Peace Studies)

1. Graduated with a masters degree in any major, from an approved university, with a GPA of not less than 3.50.
2. Have English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required
3. Demonstrated research publications, of more than one publication, or at least one single author publication in an accredited journal.
4. Attachment to a research centre or academic institution is preferable
5. Preference will be given to candidates with human rights or related experiences
6. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies
7. Being national of Myanmar

Documents need to submit:

- Completed application form, with photograph affixed
- Academic transcript of completed University degrees (Bachelor's and Masters)
- English language test certificate (for non-native speakers)
- Curriculum Vitae
- Research Statement and Personal Statement
- Have contacted referee's and sent them the Reference Form
- Other related document base on criteria for selection.

--------------------------------

Please submitted this document to us, by post at Institute of Human Rights and Peace Studies (IHRP) Panyaphiphat Building, Mahidol University (Salaya Campus) Salaya, Phuttamonthon, Nakhon Pathom 73170 THAILAND

or send by e-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it Please submit with title: APPLY for MA in HRs program (scholarship)

NOTE: for who early bird submission, you may get a priority to interview around Mid JULY in Yangon.

Download Documents
Application Form_PhD_2013.doc
Application Form_MA_2013.doc
Scholarship for myanmar.pdf

การจัดระเบียบสังคมในสังคมพหุวัฒนธรรมตามข้อเสนอของ บีอาร์เอ็น โดย งามศุกร์ รัตนเสถียร

Print PDF

ตามข้อเรียกร้องของ บีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ซึ่งได้ขอให้ฝ่ายรัฐ/ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ออกคำสั่งเพื่อห้ามขายเหล้าหรือสิ่งที่ทำให้เมา และปิดแหล่งบันเทิงและแหล่งอบายมุขตลอดช่วงเดือนรอมฎอน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อชาวอิสลามมลายูปาตานีและเพื่อที่จะให้พวกเขาสามารถปฏิบัติศาสนกิจอย่างสมบูรณ์[1] แม้โดยหลักการของกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยและ บีอาร์เอ็น ซึ่งในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในขั้นตอนก่อนการเจรจา โดยข้อตกลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ใช้คำว่า dialogue หรือการสานเสวนา[2] หรือที่ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเรียกว่า “สันติสนทนา” (peace dialogue) ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนเบื้องต้น ตลอดจนเป็นช่วงของการสร้างบรรยากาศของการร่วมกันหาทางออกจากกับดักแห่งความรุนแรงที่กำลังรัดตรึงทุกฝ่ายอยู่[3] ดังนั้น ถึงแม้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อการเจรจา แต่เพื่อจะสร้างบรรยากาศในการสานเสวนาสันติภาพ หรือสันติสนทนา รวมไปถึงการสร้างความไว้วางใจ ทั้งต่อ บีอาร์เอ็น หรือรวมไปถึงคนในพื้นที่ตลอดจนคนนอกพื้นที่ให้มีความมั่นใจต่อกระบวนการสันติภาพ ที่มีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้ว การนำข้อเสนอของ บีอาร์เอ็น มาพิจารณาก็อาจจะช่วยให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปอย่างราบรื่นได้

หลังจาก บีอาร์เอ็น ได้ยื่นข้อเสนอผ่านสื่อต่างๆ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและลบ และหลายฝ่ายเห็นว่าข้อเสนอบางข้อรัฐบาลไทยสามารถนำไปปฏิบัติได้เลย เช่น การถอนกำลังเข้าประจำการในค่าย หรือการให้อส.กลับไปอยู่กับครอบครัวในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นต้น หรือหลายฝ่ายเห็นว่าข้อเสนอบางข้อ ฝ่ายความมั่นคงพยายามดำเนินการอยู่ เช่นการให้ทหารจากภาค 4 เข้าแทนที่ทหารจากภาค 1 2 และ 3 เป็นต้น อย่างไรก็ดี ข้อเสนอเรื่องการห้ามจัดกิจกรรมทางสังคมนั้น ยังมีการถกเถียงกันอยู่พอสมควร บ้างก็ตีความว่าหมายถึงกิจกรรมที่รัฐเข้าไปบริจาคอินทผาลัมตามมัสยิดและหมู่บ้าน และการละศีลอด ดั่งที่บทความอย่าง AwanBook เห็นว่าการละศีลอดร่วมกับฝ่ายบ้านเมืองที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น ถือเป็นการก้าวก่าย แต่ในขณะที่นักวิชาการมุสลิมนอกพื้นที่มองว่าการบริจาคอินทผาลัมและการละศีลอดร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ถือเป็นสิ่งดีงามและในทางศาสนาไม่ได้ห้ามเอาไว้ จึงมองว่ากิจกรรมทางสังคมที่ บีอาร์เอ็น หมายถึงน่าจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิง นอกจากนี้ บีอาร์เอ็น ยังได้เสนอห้ามขายสุราและปิดแหล่งบันเทิงและแหล่งอบายมุข ซึ่งในบทความนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

แม้ว้าข้อเสนอของ บีอาร์เอ็น ในเรื่องการห้ามขายสุรา จะได้รับการขานรับกับคนในพื้นที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชาวมลายูมุสลิม แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่ายังมีคนที่ไม่ใช่มุสลิมในพื้นที่ที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ อย่างที่ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ เขียนไว้ในบทความ “ข้อสังเกตเกี่ยวกับแถลงการณ์บีอาร์เอ็นครั้งที่สี่และปฏิกิริยารับไม่ได้จากฝ่ายรัฐ” ว่า การห้ามขายสิ่งเสพติดและสุราในเดือนรอมฏอนนั้น ไม่ควรควบคุมในรายละเอียดเพื่อลดแรงปะทะอันเนื่องจากความหลากหลายทางวิถีชีวิต ฉะนั้นในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางวัฒนธรรม ควรจะให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมสามารถซื้อขายได้ในเขตชุมชนตัวเอง ซึ่งประเทศมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ดีในการเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะการห้ามขายสุรามีผลบังคับใช้กับคนมุสลิมเท่านั้น นอกจากนี้การใช้กฎหมายชารีอะห์มีผลเฉพาะคนมุสลิม และการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์อย่างเคร่งครัดเฉพาะใน 3 รัฐของมาเลเซียเท่านั้น เพราะฉะนั้นการห้ามขายสุราไม่มีผลกับคนที่ไม่ใช่มุสลิมไม่ว่าจะเป็นคนอินเดีย หรือคนจีน ซึ่งจะเห็นเบียร์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ไทเกอร์จากสิงคโปร์ กินเนสจากไอร์แลนด์ และคาร์ลส์เบิร์กจากเดนมาร์ก วางขายอยู่บนชั้นตามร้านเซเว่นอีเลฟเว่นส์ในมาเลเซีย[4]

อย่างไรก็ตาม แม้ในทางปฏิบัติมิอาจห้ามให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมหยุดการซื้อขายสุราได้ แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่าง การเคารพ การให้เกียรติและการยอมรับวิถีที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิม คนที่ไม่ใช่มุสลิมจึงควรคำนึงและมีความระมัดระวังต่อการปฏิบัติตนในเดือนนี้เช่นกัน ดั่งที่บทบัญญัติของศาสนาอิสลามได้ขอว่าคนต่างศาสนาไม่ควรหยอกล้อ หากควรระงับอารมณ์ ไม่กิน ดื่ม หรือสูบบุหรี่ ต่อหน้าผู้ถือศีลอด ควรสำรวมกิริยามารยาทเอาไว้ และกิจกรรมที่ไม่ควรจัดในช่วงเดือนถือศีลอด เช่น กิจกรรมรื่นเริงสังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้ และกิจกรรมแบบสนุกสนาน ซึ่งกิจกรรมนี้อาจหมายรวมถึงข้อเสนอที่ บีอาร์เอ็น ได้ระบุไว้ในข้อ 6 ที่ว่าด้วยการห้ามจัดกิจกรรมสังคม

สำหรับข้อเสนอเรื่องการปิดแหล่งบันเทิงหรือแหล่งอบายมุข หากพิจารณาตามลักษณะสังคมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่มีความแตกต่างแล้ว การจะปิดแหล่งบันเทิงอาจจะทำไม่ได้ (ส่วนแหล่งอบายมุขถ้าหมายถึงบ่อนการพนันและสถานค้าประเวณีซึ่งเป็นสถานที่ผิดกฎหมายก็ควรปิดอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว) แต่อาจใช้มาตรการกำหนดเขตพื้นที่หรือที่เรียกกันว่า โซนนิ่ง (zoning) ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการประกอบกิจการสถานบริการ การเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับอายุผู้เข้าไปใช้บริการ (20 ปี บริบูรณ์) การให้สถานบริการเปิด-ปิด ตามเวลาที่กฎหมายกำนด ก็มีความเป็นไปได้

ในการจัดกำหนดโซนนิ่งสถานบริการ กระทรวงมหาดไทยได้ให้จังหวัดต่างๆ ได้พิจารณาทบทวนว่าจังหวัดยังมีความต้องการที่จะให้มีสถานบริการในจังหวัดอยู่หรือไม่ หากไม่มีความต้องการก็ให้จัดทำเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดเขตอันมีมณฑลจำกัดเพื่องดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการทั้งจังหวัด แต่ในกรณีที่ยังมีความต้องการ ก็ให้พิจารณาเพื่อกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ โดยจัดให้มีการรับฟังความเห็นเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ประชาชน ครู อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ผู้นำศาสนา นักธุรกิจเป็นต้น ไม่ใช่เพียงแต่รับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการสถานบริการเท่านั้น นอกจากนี้จังหวัดจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการของจังหวัด ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปตรวจสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ตามที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ โดยดูสภาพทั้งในเวลากลางวัน และเวลากลางคืนของพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ และนอกเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ที่อยู่ใกล้เคียงที่จะได้รับผลกระทบ เพื่อตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น

สำหรับข้อมูลที่ค้นพบในเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย ได้ระบุว่าจังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ขอกำหนดเขตพื้นที่เพื่องดอนุญาตตั้งสถานบริการทั้งจังหวัด และประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้เป็นกฏหมายแล้ว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2545 ซึ่งหมายความว่าสถานบริการต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ระบุไม่อนุญาตให้สถานบริการอยู่ใกล้ชิดวัด สถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โรงเรียน หรือสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน สโมสรเยาวชน หรือหอพัก ตามกฏหมายว่าด้วยหอพัก

ดังนั้น หากจะให้เกิดการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตามคำร้องขอของ บีอาร์เอ็น ซึ่งได้มีเสียงสนับสนุนจากคนในพื้นที่โดยเฉพาะชาวมลายูมุสลิม ผู้ที่เกี่ยวข้องตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ระบุไว้ อาจจะต้องกลับมาร่วมกันทบทวนแนวทางการจัดระเบียบสังคมในสามจังหวัดภาคใต้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ รวมไปถึงพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่มุสลิม โดยที่ทุกฝ่ายพึงให้ความร่วมมือ เรียนรู้และยอมรับวิถีชีวิตที่แตกต่างที่ดำรงอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกันลดเงื่อนไขความรุนแรงในช่วงเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ นอกจากนี้ โดยอาศัยกระบวนการดังกล่าว ทุกภาคส่วนยังจะได้มีส่วนร่วมสร้างบรรยากาศการสานเสวนาสันติภาพหรือสันติสนทนา เพื่อจะไปให้ถึงขั้นตอนการเจรจาสันติภาพ อันจะนำมาซึ่งข้อตกลงสันติภาพ และการกำหนดรูปแบบในการที่จะอยู่ร่วมกันในอนาคตต่อไป

 


[1] คำแถลงการณ์ บีอาร์เอ็น ครั้งที่ 4 ต้นฉบับภาษา Melayu และบทแปลชั่วคราวภาษาไทย/English แปลโดย ฮาร่า ชินทาโร่http://www.deepsouthwatch.org/node/4402

[2] ถ้อยแถลง เรื่องการสานเสวนาสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหน่วยงานที่ทำงานเรื่องสันติภาพ

[3] คำประกาศ บีอาร์เอ็น กับ 10 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับ “สันติสนทนา” ชัยวัฒน์สถาอานันท์ http://www.deepsouthwatch.org/node/4416

http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/22020-ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธบีอาร์เอ็นทุกข้อ โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร

http://www.isranews.org//เวทีทัศน์/item/21995 ชาวบ้านถูกใจ บีอาร์เอ็น ชงห้ามขายเหล้า สงสัยผนวก"หาดใหญ่"รวม"ปาตานี" โดย อะหมัด, เลขา, นาซือเราะ

[4] http://www.spiegel.de/international/world/six-cane-strokes-for-drinking-beer-shariah-law-verdict-divides-malaysia-a-653578.html