Home ARCHIVE

Archive

สันติสุขจะได้มาถ้าเราช่วยกันพูดคุยสันติภาพใน จชต. (ตอน 3)

Print PDF

โคทม อารียา
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

แนวทางการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งเช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า แนวทาง 4 ค อันประกอบด้วย คลายปม คติใหม่ เคารพ และคืนดี ในบทความตอน 2 ได้ทำความเข้าใจความหมายและรายละเอียดของ 2 ค คือ คลายปม และคติใหม่ไปแล้ว ในบทความนี้จะกล่าวถึงอีก 2 ค ที่เหลือคือ เคารพ และคืนดี

เคารพ

มีคำกล่าวว่าในความขัดแย้งที่รุนแรง เหยื่อรายแรกคือความจริง กล่าวคือแต่ละฝ่ายต่างมุ่งสร้างวาทกรรมที่ทำให้ฝ่ายตนดูดี และให้อีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายเสมอ ทั้งนี้ โดยให้ความสำคัญแก่ความจริงเฉพาะในส่วนที่สอดคล้องกับวาทกรรมดังกล่าว หากให้นิยามง่าย ๆ ว่าวาทกรรมคือการปั้นถ้อยคำให้เป็นตัว (objectivisation of words) ก็จะเป็นการเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก จนถ้อยคำเป็นตัวและเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘ความจริง’

แนวทางการเคารพหมายถึง การลดความรุนแรงด้วยวิธีที่นุ่มนวลและการมีพฤติกรรมเชิงบวก ความรุนแรงอันเนื่องมาแต่การสร้างวจีกรรมและวาทกรรมดังกล่าวข้างต้น จะมีผลเป็นการตอกย้ำอคติหรือทัศนคติเชิงลบที่ได้กล่าวมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานและการสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้ความรุนแรงทางตรงหรือทางกายภาพด้วย

แนวทางการเคารพหมายถึงการต่อสู้หรือเป็นศัตรูกับการกระทำของเขา โดยยังเคารพตัวตนหรือความเป็นมนุษย์ของเขาอยู่ วจีกรรมและวาทกรรมที่สร้างจะมุ่งชี้เภทภัยของการกระทำของศัตรู ไม่ได้ยุยงให้โกรธหรือเกลียดตัวบุคคล หากพร้อมเปิดทางแก่การขอโทษและการยกโทษให้แก่ตัวบุคคลเสมอ หากเขาลดหรือเปลี่ยนการกระทำที่ทำร้ายผู้อื่นลง

นอกจากการลดความรุนแรงทางวจีกรรมแล้ว แนวทางการเคารพยังหมายถึงการลดความรุนแรงทางกายภาพด้วย แน่นอนว่าก้าวแรกสู่สันติภาพอาจเป็นสันติภาพเชิงลบ ซึ่งหมายถึงการหยุดยิงหรือการยุติความรุนแรงทางกายภาพ แต่ท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตกว่าห้าพันคนดังใน จชต. เป็นการยากที่จะทำให้การใช้ความรุนแรงทางกายภาพยุติลงทันที แม้สมมุติว่าจะคลายปมเป้าหมายหลักไปแล้ว แต่ก็มียังเป้าหมายใหม่ของการแก้แค้น/เอาคืน เป็นต้น ดังนั้น จึงขอเสนอให้ถ้อยทีถ้อยลดความรุนแรงลงด้วยวิธีที่เหมือนการคลายปมดังนี้

- กลุ่มบุคคลที่พึงปลอดภัยไว้ก่อน ในเอกสาร ‘เบอร์จีฮาด ดิ ปาตานี’ มีข้อความตอนหนึ่งว่า1 ‘ไม่ว่าผู้ใดในบรรดาพวกเรา จะต้องไม่ฆ่าเด็ก ผู้หญิง หรือทำลายบ้านและฟาร์ม ด้วยความโกรธ เพราะอัลลอฮ์จะไม่โปรดการกระทำดังกล่าว’ ส่วนชัยวัฒน์ สถาอานันท์2 อ้างถึงคำพูดของมูเซเวนีว่า ‘พวกคุณจะต้องไม่ทำงานผิดพลาด ดังนั้น เวลาที่คุณเลือกเป้าหมาย คุณต้องเลือกเป้าหมายอย่างรอบคอบ สิ่งแรก คุณจะต้องไม่โจมตีคนที่ไม่ติดอาวุธ ต้องไม่ทำ...ไม่ทำ...ไม่ทำ...เด็ดขาด’ ขณะที่พูดมูเซเวนีเป็นหัวหน้าของกองทัพต่อต้านรัฐบาลในยูกานดา ปัจจุบันเขาเป็นประธานาธิบดีของยูกานดามาตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 1986

เห็นได้ว่า บุคคลที่พึงได้รับความปลอดภัยแม้ในการสู้รบที่รุนแรงได้แก่ เด็ก ผู้หญิง ผู้อยู่ในบ้าน เกษตรกรในฟาร์ม ผู้ที่ไม่ติดอาวุธ ซึ่งอาจขยายกลุ่มบุคคลที่พึงปลอดภัยเช่นนี้ออกไปอีกก็ได้ เช่นให้รวมถึง ผู้นำศาสนา ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กล่าวโดยทั่วไปคือ ผู้ที่ไม่มีส่วนในการต่อสู้ด้วยอาวุธนั่นเอง แม้จะมีการกล่าวว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง หากเป็นเพียงความเสียหายข้างเคียง (collateral damages) ที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น และมีการกล่าวอีกว่า กลุ่มเหล่านี้แม้ไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ก็พูดหรือแสดงออกในทางที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของภาคีหลักของความขัดแย้ง แต่ถึงเรากำจัดตัวบุคคลก็ใช่ว่าจะกำจัดความคิดมิใช่หรือ และหากต้องกำจัดผู้เห็นต่างจากเรา ความรุนแรงอาจขยายตัวไปอย่างไร้ขอบเขต ดังนั้น จึงขอเสนอให้ภาคีหลักประกาศหลักการที่จะให้กลุ่มเป้าหมายจำนวนหนึ่ง เป็นกลุ่มบุคคลที่พึงปลอดภัยไว้ก่อน โดยอาจเริ่มที่เด็กและสตรี เพราะเชื่อว่าน่าจะมีความเห็นพ้องกันได้มากที่สุด

- สถานที่/พื้นที่ปลอดภัยไว้ก่อน หากมีหลักการที่จะดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กและสตรีแล้ว ในทางปฏิบัติ ก็ควรทำให้พื้นที่ของเด็กและสตรีเป็นพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ของเด็กมีหลายพื้นที่ เช่น บ้าน โรงเรียน รถรับส่งนักเรียน สนามเด็กเล่น สนามกีฬาเยาวชน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับเด็ก แต่โรงเรียนน่าจะเป็นสถานที่เฉพาะเจาะจงของเด็ก และเราอาจเริ่มที่ตรงนี้ ในการพูดคุยสันติภาพอาจตกลงกันได้ว่า สถานที่ปลอดภัยหมายถึงสถานที่ที่ปลอดอาวุธ ปลอดผู้ใช้อาวุธ ปลอดความรุนแรงและการยั่วยุ (การที่โรงเรียนถูกเผานั้น สันนิษฐานว่าเนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการยัดเยียดวัฒนธรรมและการบังคับกลมกลืน ซึ่งแม้จะลดลงไปมาก แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในเรื่องความรุนแรงทางวาจาและทางวัฒนธรรมที่อาจมีอยู่ในโรงเรียนบางแห่ง) ถ้าจะให้ดี อาจจัดให้นักเรียนเองเป็นผู้เฝ้าระวังและช่วยแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเข้าร่วมการรณรงค์ในเรื่อง ‘พื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก’ ด้วย

พื้นที่ของสตรีก็มีหลายพื้นที่ แต่เราอาจเริ่มที่ตลาด โดยปกติ ผู้ที่ไปขายหรือไปซื้อของที่ตลาดคือผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ผู้ที่ไปตลาดมีทั้งผู้มีเชื้อสายมลายู ไทยและจีน ในตลาดไม่น่าจะมีความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ เชิงชาติพันธุ์ ในทางตรงกันข้าม น่าจะเป็นพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ข้ามขีดแบ่ง การช่วยกันทำให้ตลาดปลอดภัยน่าจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันได้ ในการพูดคุยสันติภาพ นอกจากจะตกลงกันในเรื่องนิยามของพื้นที่ปลอดภัยแล้ว อาจจะต้องพูดคุยกันในเรื่องของผู้เฝ้าระวังและการรณรงค์ในเรื่อง ‘ตลาดปลอดภัย’3 ด้วย และผู้ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ดีน่าจะเป็นกลุ่มสตรีที่ใช้ตลาดแต่ละแห่งนั้นนั่นเอง

หากตกลงกันได้และเริ่มนำแนวคิดเรื่องบุคคลปลอดภัย ตลอดจนแนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและตลาดปลอดภัยไปปฏิบัติใช้แล้ว ก็น่าจะริเริ่มพิจารณากลุ่มเป้าหมายต่อไป เช่น ผู้นำศาสนา ทั้งอิหม่าม และพระ/เณร เป็นบุคคลปลอดภัย (ซึ่งโดยหลักการ บุคคลเหล่านี้ก็ไม่ใช่ภาคีความขัดแย้งโดยตรงอยู่แล้ว) และสถานที่ปลอยภัยที่สมนัย นั่นคือมัสยิดและวัด สิ่งแรกที่น่าจะทำคือการถอนกองกำลังและผู้ปฏิบัติการจิตวิทยา (ถ้ามี) ออกจากสถานที่ดังกล่าว ผู้ที่จะเป็นเจ้าภาพดูแลในเรื่อง ‘มัสยิดคือสถานศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘วัดคือเขตอภัยทาน’ น่าจะได้แก่คณะกรรมการอิสลามและเจ้าคณะสงฆ์ในระดับ ต่าง ๆ ตามลำดับ

เท่าที่กล่าวมา เราเชื่อมโยงบุคคลปลอดภัยกับสถานที่ปลอดภัย แต่แนวคิดหลังนี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลก็ได้ ซึ่งขอเรียกว่าแนวคิดนี้ว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ซึ่งอาจเป็นตำบลหรืออำเภอก็ได้ ในที่นี้ขอเสนอว่า ‘ตำบลปลอดภัย’ และ ‘อำเภอปลอดภัย’ หมายถึงตำบลหรืออำเภอที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (nonviolent action area) เท่านั้น หมายความว่าไม่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ไม่มีกองกำลังยกเว้นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่อาจมีกิจกรรมทางการเมืองแบบสันติวิธีได้ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พื้นที่ปลอดภัยเช่นนี้ น่าจะได้รับประโยชน์จากความสงบสุขที่เกิดขึ้น (peace dividend) อย่างเป็นรูปธรรม เช่น เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนา ต้องแสดงความเข้าใจและเข้าถึง โดยลงพื้นที่อย่างเต็มที่ตลอดเวลา มิใช่อ้างความไม่ปลอดภัยเพื่อทำงานแต่ในสำนักงานเป็นส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจมุ่งเชิญชวน/อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการทั้งในพื้นที่และที่มาจากภายนอก เจ้าหน้าที่ด้านสังคมมุ่งจัดกิจกรรมถักทอความสัมพันธ์ ที่ช่วยให้เข้าใจ ชื่นชม และเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่าง เจ้าหน้าที่ด้านปกครองมุ่งส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และการระงับข้อพิพาททางเลือก ตลอดจนแนวคิดเรื่องสถานที่ปลอดภัย เป็นต้น

เวลาที่ปลอดภัย

นอกเหนือจากมิติเรื่องบุคคลและสถานที่แล้ว เราอาจพิจารณามิติด้านเวลาได้ด้วย เราอยากปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่กฎหมายก็ยังจำแนกยามวิกาล โดยเพิ่มความคุ้มครองจากการเข้าไปในเคหสถานเพื่อการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ หรือในกรณีพิเศษ อาจลิดรอนเสรีภาพในการออกนอกเคหสถานในยามวิกาล เป็นต้น

เราอาจเริ่มที่วันก่อน ในการพูดคุยสันติภาพ เราจะลดการปฏิบัติการจรยุทธหรือปฏิบัติการทางทหารเป็นบางวันได้ไหม เช่น วันศุกร์ วันพระ วันสำคัญทางศาสนา เราอาจเรียกวันดังกล่าวว่า ‘วันปลอดภัย’ ก็ได้แน่นอนว่าจะต้องคุยกันในรายละเอียดว่าการลดดังกล่าวหมายถึงอะไร เช่น กองกำลังฝ่ายความมั่นคงไม่ลงหมู่บ้าน ไม่ปิดล้อมตรวจค้น เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติการของขบวนการกลับไปเยี่ยมบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย ส่วนกองกำลังฝ่ายขบวนการก็พักรบเพื่อปฏิบัติศาสนกิจหรือปฏิบัติการทางการเมืองอย่างสันติ แน่นอนว่า จะต้องกำหนดมาตรการและกลุ่มบุคคล ที่จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ ว่ามีการฝ่าฝืนข้อตกลงเรื่องวันปลอดภัยหรือไม่ มีการฉวยโอกาสของวันปลอดภัยเพื่อเตรียมก่อความรุนแรงหรือเตรียมการตรวจค้นจับกุมหรือไม่ เป็นต้น

หน่วยเวลาต่อมาที่พึงพิจารณาก็คือเดือน เรื่องนี้ได้เกิดรูปธรรมขึ้นแล้วเมื่อรัฐบาลและบีอาร์เอ็นตกลงที่จะลดความรุนแรงลงในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ จริงอยู่ ความรุนแรงไม่หมดไปเสียทีเดียว และมีการสูญเสียชีวิตอยู่หลายครั้ง ที่น่าสลดใจอย่างยิ่งคือการยิงอิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ที่ตลาดจะบังติกอ ในเทศบาลเมืองปัตตานี กระนั้นก็ตาม ถือได้ว่าจำนวนของเหตุการณ์รุนแรง และจำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนรอมฎอนปีนี้ ได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้น ได้พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่า เป็นไปได้ที่จะมี ‘เดือนปลอดภัย’ จึงหวังได้ว่าในปีหน้า เดือนรอมฎอนจะเป็นเดือนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในทางศาสนาอิสลามแล้ว ยังมีคำสอนที่ห้ามทำสงครามในเดือน 4 เดือนคือ ซุลเกาะดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ มุฮัรรอม และเราะญับ4 ถ้าเพิ่มเดือนเหล่านี้เข้าไปได้ โดยอาจเริ่มเป็นบางเดือนก่อนก็ยังดี จะทำให้เรามีเดือนปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็เป็นกุศโลบายลดความรุนแรงอย่างนุ่มนวลนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือ แนวทางเคารพหมายถึงการเคารพผู้อื่น เคารพในความรู้สึก ทรัพย์สิน และชีวิตของพวกเขา แนวทางคติใหม่คือการแปลงเปลี่ยนมโนกรรม ส่วนแนวทางเคารพคือการแปลงเปลี่ยนวจีกรรมและกายกรรม ถ้าทำเช่นนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับอีกสองแนวทาง (คลายปมและคืนดี) ก็จะเป็นการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งจากที่รุนแรงเป็นไม่รุนแรง ถ้าเรายังหยุดความรุนแรงทั้งหมดไม่ได้ เราก็เริ่มทำให้บางคน บางสถานที่/พื้นที่ บางเวลามีความปลอดภัยมากขึ้น ถ้าทำได้ ผลก็คือจะเกิดความไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความรุนแรงต่าง ๆ ลงได้ในที่สุด

คืนดี

การคืนดี (reconciliation) เป็นเรื่องเราต้องทำไปพร้อม ๆ กับแนวทางอื่น ๆ จะรอให้มีการคลายปม มีคติใหม่และการเคารพก่อนถึงจะพยายามคืนดี ก็เห็นจะต้องรออีกนาน เพียงแต่การคืนดีในระหว่างความขัดแย้งรุนแรงจะมีความยุ่งยากลำบากมาก การคืนดีในที่นี้หมายถึงการเยียวยาอดีต การแก้ไขปัญหาปัจจุบันและสร้างสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างวิสัยทัศน์การอยู่ร่วมกันในอนาคต

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ดำเนินการเยียวยาทั้งทางวัตถุและจิตใจ ต่อเหยื่อความรุนแรง (ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต) ไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ควรพยายามต่อไปคือการเปิดพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ให้มีการศึกษาวิจัย มีการศึกษาเปรียบเทียบ มีการศึกษาตำนานและเรื่องเล่าของท้องถิ่น เก็บรวบรวมหลักฐานทางโบราณคดี ฟื้นฟูและอนุรักษ์โบราณสถาน จัดให้มีพิพิธภัณฑ์/สถาบันทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ ให้เข้าถึง ‘ความจริง’ ทางประวัติศาสตร์ให้ได้มากยิ่งขึ้น และการยอมรับว่า ‘ความจริง’ นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยเหตุปัจจัยทางประวัติศาสตร์ ‘ความจริง’ นั้นสามารถเป็นบทเรียนสำหรับเราได้ ส่วนเรื่องใดเป็นความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นหรือในชาติ ที่ไม่ใช่การทับถมผู้อื่น ก็ควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ การรำลึก และการให้เกียรติในสิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น หรือการวางแผนและดำเนินการในการปฏิรูประบบ เช่น ระบบการศึกษา ระบบความยุติธรรม ระบบอาชีพการงาน ระบบการใช้ทรัพยากรธรรมชาตินั้น ได้มีการกล่าวไว้ในที่อื่น ๆ พอสมควรแล้ว จึงจะขอกล่าวในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ความรุนแรงทำให้เกิดการแยกขั้วและความหวาดระแวง ใครอยู่ข้างใครก็จะเชื่อ เห็นด้วย หรือแม้นไม่เห็นด้วยก็พอเข้าใจการกระทำของฝ่ายที่เราเลือกข้างได้ การลดช่องว่างและการสร้างสะพานข้ามขีดแบ่ง ‘เขา-เรา’ จึงมีความสำคัญ  การลดช่องว่างหมายรวมถึงการลดแนวโน้มของการขยายขีดแบ่ง เช่น การที่นักเรียนมัธยมแยกกันไปเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกับโรงเรียนของรัฐมากขึ้นทุกที การที่ชาวพุทธบางคนย้ายถิ่นที่อยู่ไปอยู่ในชุมชนพุทธ การไม่ค่อยไปร่วมกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เคยเข้าร่วมในอดีต จึงควรเร่งดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ โดยการสร้างสะพานข้ามขีดแบ่ง เช่น การจัดให้มีการเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กันเป็นประจำจนอาจเกิดเป็นประเพณี การจัดประชุมสัมมนา/สานเสวนาโดยมีองค์ประกอบที่คละกันทั้งเพื่อทำความเข้าใจกันและเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เช่นการประชุมผู้นำศาสนา ผู้นำสตรี ผู้นำชุมชน การไปดูงาน/ฝึกงานเพื่อการอาชีพ การจัดค่ายเยาวชน การจัดกิจกรรมในลักษณะจิตอาสา อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ก็จัดทำกันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเก็บเกี่ยวผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ทำงานกันเป็นเครือข่าย เป็นกลุ่มโรงเรียน เป็นองค์กรสตรีของอำเภอ เป็นองค์กรศาสนสัมพันธ์เพื่อสันติภาพ เป็นต้น

การเยียวยาอดีตช่วยให้เรายอมรับว่าเราเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร การแก้ไขปัญหาและการสร้างสัมพันธ์ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น ส่วนการสร้างวิสัยทัศน์นั้นจะบอกว่าเราจะไปทางไหน จะอยู่อย่างมีความสุขในดินแดนนี้ร่วมกันหรือไม่และอย่างไร5 เราควรรวมเรื่องอนาคตไกล ๆ ในสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าไว้ในการพูดคุยสันติภาพด้วย คือฝันให้ไกล หาความคิดนำทางที่เป็นความคิดในเชิงบวก เพื่อเป็นแรงจูงใจ เป็นความหวังว่าสิ่งที่ยังไม่เป็นจริงในวันนี้อาจจะเป็นจริงได้ในวันหน้า วิธีการสร้างวิสัยทัศน์วิธีหนึ่งคือการสร้างภาพอนาคต (scenario building) อีกวิธีหนึ่งคือการค้นหาอนาคต (future search) แต่อันที่จริง การใช้วิธีการที่ง่ายกว่า เช่น การระดมสมอง (brain storming) การสานเสวนา (dialogue) ในประเด็นกว้าง ๆ เช่น คุณค่าหลักของ จชต. (Southern Border Provinces Values) จชต. ในบริบทบูรณาการอาเซียน โลกมลายูใน จชต. ความสัมพันธ์มลายู-ไทย-จีนใน จชต. ภาษามลายูมาตรฐานของปาตานี

การคืนดีที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนั้น มีมิติเรื่องคน สถานที่และเวลา เช่นเดียวกับการแสดงความเคารพต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเยียวยาอดีต การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในปัจจุบัน และการมองอนาคตร่วมกัน

สันติสุขจะได้มาถ้าเราช่วยกันพูดคุยสันติภาพใน จชต. (ตอน 2)

Print PDF

โคทม อารียา
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

สันติสุขจะได้มาถ้าเราช่วยกันพูดคุยสันติภาพใน จชต. (ตอน 2)เมื่อทำความเข้าใจถึงบริบท ภาคีหลักและเป้าหมายของพวกเขาในกระบวนการสันติภาพแล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปคือการก้าวพ้นและแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง หากภาคีหลักเคร่งครัดในเป้าหมายที่เข้ากันไม่ได้ โดยไม่ขยายพื้นที่รอบ ๆ จุดยืนของตน หากไม่มีภาคีอื่นมาหนุนช่วย (แต่ก็ต้องระวังภาคีที่มาทำให้ป่วน) หากไม่มีการสร้างความไว้วางใจและลดทัศนคติเชิงลบ (ความโกรธแค้น ความเกลียดชัง ฯลฯ) ที่มีต่อกัน หากไม่มีการทุเลาเบาบางพฤติกรรมที่เป็นการประทุษร้ายต่อกันทั้งทางกายและวาจา และที่สำคัญคือ หากไม่มีการเยียวยาอดีต แก้วิกฤตปัจจุบันอย่างเอาจริงเอาจัง และสร้างวิสัยทัศน์การอยู่ร่วมกันแล้วไซร้ การพูดคุย/เจรจาสันติภาพก็คงไม่อาจนำสันติสุขสู่ จชต. ได้ ในที่นี้ จะขอขยายความสิ่งที่เสนอข้างต้น เป็นแนวทาง  4 แนว1 และเพื่อช่วยในนำเสนอ จะขอใช้ชื่อแต่ละแนวทางโดยใช้คำที่เริ่มต้นด้วยอักษร ค ดังนี้

แนวทาง 4 ค (คลายปม คติใหม่ เคารพ คืนดี)

คลายปม

คลายปมหมายถึงการทำให้หลวม การทำให้ความขัดแย้งที่รัดรึงคลายตัวออก เป็นการเปิดมุมมองและเปิดใจให้กว้างขึ้น หรือเป็นการพิจารณาโดยไม่ลดทอนให้ความขัดแย้งเป็นเพียงการมีภาคีหลัก 2 ภาคี ซึ่งมีเป้าหมายที่เข้ากันไม่ได้ การคลายปมอาจทำได้ดังนี้

- การทำให้หลวมในระดับภาคี หมายถึงการพิจารณาว่ามีภาคีที่สำคัญ (important parties) และภาคีเหล่านั้นมีเป้าหมายอะไร ขอยกตัวอย่างภาคีที่สำคัญในกรณีความขัดแย้งของไอร์แลนด์เหนือมาเทียบเคียงกับกรณี จชต. ในกรณีไอร์แลนด์เหนือ นอกจากภาคีหลักคือรัฐบาลสหราชอาณาจักร และขบวนการปลดปลดปล่อยที่นำโดยกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ( IRA) แล้ว ยังมี

(ก) ขบวนการที่สนับสนุนการรวมกันของไอร์แลนด์เหนือกับอังกฤษ (Unionists) ซึ่งประกอบด้วยชาวโปรเตสแตนต์เป็นสำคัญ ในกรณี จชต. อาจเทียบได้กับฝ่ายที่สนับสนุนการรวมกันดังในปัจจุบันของ จชต. กับรัฐไทย ภาคีนี้ประกอบด้วยคนเชื้อสายไทยและเชื้อสายจีนที่อยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ

(ข) สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคาทอลิกและพูดภาษาเดียวกันกับชาวไอร์แลนด์เหนือ ทำให้สันนิษฐานได้ว่ามีใจช่วยชาวไอร์แลนด์เหนือส่วนที่อยากแยกตัวจากอังกฤษ ในกรณี จชต. อาจเทียบได้กับประเทศมาเลเซีย ทั้งรัฐบาลและประชาชนของประเทศมาเลเซียมีความผูกพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับความขัดแย้งใน จชต.2 แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีความระแวงว่าเป้าหมายของรัฐบาลมาเลเซียกับไทยจะเข้ากันไม่ได้ ในอดีตเมื่อนายกรัฐมนตรีมาเลเซียใช้คำว่า autonomy เมื่อครั้งที่มาประชุมที่หัวหิน รัฐบาลไทยในสมัยนั้นก็ขอร้องให้ใช้คำอื่นที่อ่อนลง แต่ต่อมาเมื่อรัฐบาลมาเลเซียมารับบทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสานเสวนาสันติภาพตามข้อตกลง 28 กุมภา แล้วนั่นแหละ ที่ข้อเสนออีกครั้งหนึ่งเรื่อง autonomy ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบัน ไม่ได้รับการปฏิเสธ อันที่จริง นอกเหนือจากบทบาทความคนกลาง/ผู้อำนวยความสะดวกของ รัฐบาลมาเลเซียแล้ว ทั้งฝ่ายค้านและประชาชน มาเลเซียยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยทำให้กระบวนการสันติภาพสำเร็จหรือล้มเหลวได้

(ค) สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้มอบภารกิจการดูแลระเบียบโลกแก่ตนเอง ได้เข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางในความขัดแย้งนี้ ในฐานะที่เป็นมหาอำนาจ สหรัฐฯจึงสามารถเป็นคนกลางที่บทบาทชี้นำหรือมีอิทธิพลได้บ้าง ซึ่งขอใช้คำว่าสหรัฐฯเป็น ‘คนกลางไกล่เกลี่ย’ (more or less influential mediator or mediator with muscle) ซึ่งหากเป็นประเทศเล็กหรือเป็นองค์กรเอกชนก็มักจะมีบทบาทเป็น ‘คนกลาง/ผู้อำนวยความสะดวก’ (mediator/facilitator) อย่างไรก็ดี คนกลางที่ดี แม้จะมีอิทธิพลโน้มน้าวได้บ้าง ก็พึงระมัดระวังที่จะใช้อิทธิพลนั้นให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่ได้รับการร้องขอ มิฉะนั้นอาจถูกมองว่าลำเอียงหรือกลายบทบาทไปเป็นภาคีของความขัดแย้งในอีกแบบหนึ่งได้ ดังนั้น คนกลางหรือผู้อำนวยความสะดวกพึงทำหน้าที่ตรงตามชื่อเรียก และปล่อยให้ภาคีหลักเป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น ๆ กรณีที่มาเลเซียรับทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกตามข้อตกลง 28 กุมภา และบีอาร์เอ็นมีข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนบทบาทเป็นคนกลางนั้น มาเลเซียอาจมีบทบาทเป็นคนกลางได้ แต่ไม่ใช่คนกลางไกล่เกลี่ย หากควรเป็นคนกลางอำนวยความสะดวก การมองเช่นนี้ ก็เท่ากับรับข้อเสนอของบีอาร์เอ็นโดยปริยายได้หรือไม่

(ง) สหภาพยุโรป ทั้งสหราชอาจักรและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ต่างก็เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งมีคุณค่าหลักคุณค่าหนึ่งคือความสมานฉันท์ทางสังคม (social cohesion) ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงอยากเห็นการก้าวพ้นความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือซึ่งขัดกับคุณค่าดังกล่าว การมีสหภาพยุโรปนั้นเป็นการมอบอธิปไตยแห่งชาติส่วนหนึ่งให้แก่สพภาพฯซึ่งเป็นองค์กรเหนือชาติ (supranational) ภายในสหภาพฯมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในทางเศรษฐกิจ การเงินและการเมืองมากขึ้นตามลำดับ การเคลื่อนย้ายของคน สินค้า และเงินภายในสหภาพฯทำได้โดยสะดวกมาก ทำให้พรมแดนในฐานะขีดแบ่งระหว่างรัฐ-ชาติลดความสำคัญลงไปมาก ในกรณีของ จชต. การที่อาเซียนกำลังเข้าสู่การเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจ (เออีซี) ในปี 2555 และการเป็นประชาคมทางความมั่นคงและทางสังคมวัฒนธรรมในลำดับต่อไปนั้น ทำให้อาเซียนสามารถช่วยให้ จชต. มีมุมมองในระยะไกลที่ก้าวพ้นขีดแบ่งในหลาย ๆ ด้าน โดยการเสนอคำตอบในเชิงบูรณาการที่เป็นธรรม การที่บีอาร์เอ็นมีข้อเสนอให้อาเซียนมาเป็นผู้สังเกตการณ์การพูดคุย/สานเสวนา/เจรจาสันติภาพ ก็อาจจะมองในแง่บวกได้ว่า มิใช่เป็นเพียงความต้องการที่ยกระดับการยอมรับองค์กรของเขาในระดับประชาคมอาเซียนเท่านั้น หากเป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้ที่กังวลสนใจได้ด้วย

(จ) โลกคาทอลิกและโลกโปรเตสแตนต์ ความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือสามารถสืบสาวไปในอดีตได้หลายร้อยปี ไปจนถึงการแตกแยกระหว่างนิกายคาทอลิกเดิมกับนิกายโปรเตสแตนต์ใหม่ ด้วยเหตุนี้ แม้ความขัดแย้งจะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างศาสนา แต่อาจกล่าวได้ว่า หลัก ๆ แล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่โลกคาทอลิกและโลกโปรเตสแตนต์จะอยากช่วยให้ความขัดแย้งนี้คลี่คลายลง โดยเทียบเคียงแล้ว ความขัดแย้งใน จชต. ก็เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกันด้วยเช่นกัน และในแง่นี้ ก็คาดได้ว่าโลกมุสลิมผ่านทางองค์กร เช่น องค์กรของที่ประชุมอิสลาม (OIC) สันนิบาตชาวมุสลิมโลก (Muslims World League) และโลกชาวพุทธผ่านทางองค์กร เช่น องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก จะมีความใส่ใจที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งนี้หากได้รับการเชิญชวน การที่บีอาร์เอ็นมีข้อเสนอให้ OIC มาเป็นผู้สังเกตการณ์การพูดคุย/สานเสวนา/เจรจาสันติภาพ ก็อาจจะมองในแง่บวกได้ว่า มิใช่เป็นเพียงความต้องการที่ยกระดับการยอมรับองค์กรของเขาในระดับสากลเท่านั้น หากเป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้ที่กังวลสนใจได้ด้วย

(ฉ) โลกชาวไอร์แลนด์ ผู้ที่เกิดในไอร์แลนด์แต่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศมีประมาณ 1 ล้านคน ผู้ที่เป็นลูกหลานชาวไอร์แลนด์ในสองสามชั่วอายุคนมีประมาณ 3 ล้านคน ส่วนที่สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษชาวไอร์แลนด์ในโลกปัจจุบัน (diaspora) มีประมาณ 70 ล้านคน กว่าครึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา3 พลเมืองสหรัฐฯเชื้อสายไอร์แลนด์ที่มีจำนวนมากเช่นนี้ มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ในสหรัฐฯพอสมควร จึงไม่น่าประหลาดใจที่รัฐบาลสหรัฐฯได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในความขัดแย้งนี้ โดยเทียบเคียงกับกรณี จชต. โลกมลายู (Nusantara) ในความหมายของคนที่พูดภาษามลายูนั้น รวมถึงประชากรส่วนใหญ่หรือบางส่วนที่อาศัยในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงค์โปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ ไทย มาดากัสการ์ ฯลฯ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดหลายร้อยล้านคน4  เป็นธรรมดาที่โลกมลายูจะเห็นใจผู้ ที่มีเชื้อสายมลายูใน จชต. ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอินโดนีเซียให้ทุนการศึกษาแก่คนใน จชต. และแสดงความสนใจที่จะช่วยเหลือในการคลี่คลายความขัดแย้งหากมีการเชิญชวน
อันที่จริง เป็นเรื่องที่น่าสนใจหากจะการวิเคราะห์ว่าภาคีดังกล่าวคือ คนเชื้อสายไทย/จีนใน จชต. ประเทศมาเลเซีย อาเซียน OIC องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และอินโดนีเซีย น่าจะมีเป้าหมายเช่นไรในฐานะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ แต่การวิเคราะห์ดังกล่าวอยู่นอกเหนือความสามารถของผู้เขียนบทความ กระนั้นก็ตาม การทำความเข้าใจว่าใครเป็นภาคีที่สำคัญและอะไรคือเป้าหมายของพวกเขานั้น จะช่วยสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมและการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ

- การทำให้หลวมซึ่งเป้าหมายของภาคีหลัก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป้าหมายหลักของขบวนการน่าจะเป็นการปลดปล่อยและการขอคืนซึ่งดินแดน ส่วนเป้าหมายหลักของฝ่ายรัฐน่าจะเป็นบูรณภาพของดินแดนและความมั่นคงปลอดภัยของทุกคน ส่วนใหญ่เมื่อถามว่าถ้าได้ดินแดนไปแล้วขบวนการจะทำอย่างไร ก็มักได้คำตอบในทางหลักการว่าจะดูแลทั้งคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยให้ดี จะมีธรรมาภิบาลและความยุติธรรม ฯลฯ ส่วนรายละเอียดรอให้ได้ดินแดนมาก่อนค่อยว่ากัน ประเด็นที่น่าคิดก็คือว่า การดูแลทุกคน ธรรมาภิบาล  และความยุติธรรม ฯลฯ หากได้มาด้วยความร่วมมือและการถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองการปกครองมาสู่คนในพื้นที่ตามลำดับ แต่ก็ต้องเริ่มต้นโดยเร็วอย่างจริงจัง นั่นคือ ถ้าเริ่มช่วยกันทำในสิ่งที่ขบวนการพึงกระทำถ้ามีอำนาจ จะสามารถตอบโจทย์ของขบวนการได้มากน้อยเพียงใด ถ้ามีการทำเป้าหมายให้หลวมในทำนองนี้ อาจหมายถึงการพูดคุยถึงอนาคตร่วม ในกรอบของการปกครองตนเองที่เป็นอิสระตามเจตจำนงของท้องถิ่นหรือ autonomy นั่นเอง

คติใหม่

หากจะลดความรุนแรง สิ่งที่ควรขจัดไปคืออคติตลอดจนความระแวง/ไม่ไว้วางใจกัน ซึ่งเป็นผลจากการประทุษร้ายต่อกันมาแต่อดีต และหล่อเลี้ยงด้วยพฤติกรรมในเชิงลบที่มีต่อกันจนถึงปัจจุบัน และเป็นผลจากการยึดมั่นในเอกลักษณ์เชิงเดี่ยว5 เช่น ความเป็นมลายูมุสลิม ความเป็นไทยพุทธ ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนก็มีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เช่น ความเป็นพลเมือง ภูมิลำเนา เพศสภาพ การศึกษา อาชีพการงาน แนวโน้มทางสุนทรียภาพ แต่ถ้ายึดอัตลักษณ์เชิงเดี่ยวก็จะไม่ให้ความสำคัญแก่อัตลักษณ์อื่น จึงเกิดการแยกขั้ว (polarization) แบ่งเขาแบ่งเรา นานไปจะไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์ (dehumanization) จะทำให้เขาเป็นยักษ์มาร (demonisation) จากนั้นก็เข่นฆ่าทำร้ายเขาได้ โดยไม่ผิด ไม่บาป

การมีคติใหม่หมายถึงการแปลงเปลี่ยนทัศนคติ จากการมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น มามองเห็นความเป็นมนุษย์ที่มีร่วมกัน จากการยึดอัตลักษณ์เชิงเดี่ยว มาเป็นการตระหนักถึงอัตลักษณ์อันหลากหลายที่ตนเองและผู้อื่นมีอยู่และทับซ้อนกันบ้าง ส่วนการเลือกให้ความสำคัญแก่อัตลักษณ์ใดในขณะใดก็ขึ้นอยู่กับบริบทของการตัดสินใจที่มีความไม่แน่นอน แต่ก็พยายามให้มีลักษณะของการใช้เสรีภาพอย่างมีเหตุผล

การมีคติใหม่มักเกิดขึ้นได้ยาก หากต้องฝึกฝนในด้านการมีสติ การไม่ด่วนตัดสิน การใคร่ครวญ ตลอดจนความรัก/ความเมตตา เป็นต้น อีกทั้งต้องพยายามสร้างปฏิสัมพันธ์และการเปิดรับผู้เป็นอื่น ที่สำคัญคือ การใดที่เราไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นทำต่อเรา เราต้องไม่ทำต่อเขา เราต้องรู้จักตอบแทนในไมตรีจิตที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ รู้จักห่วงใยแม้แต่ศัตรูด้วยเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนมนุษย์ หากเรารักษาคำพูดที่ให้ไว้ รักษาเกียรติศักดิ์ของเราและของเขา ไม่ใช้เล่ห์กล/การหลอกลวง คติใหม่ที่เป็นความไว้วางใจก็อาจเอาชนะอคติต่าง ๆ ได้ตามลำดับ

Scholarship for national of Myanmar

Print PDF

CALLS FOR APPLICATIONS WITH AMENDED CRITERIA

Scholarship for national of Myanmar, study in MA & PhD program

Cooperation between our Mahidol University and Norwegian Embassy (Bangkok), Ministry of Foreign Affairs on 'Capacity Building for Institutions in Myanmar Project' in providing full scholarship for citizens from Myanmar to study in MA in Human Rights (international program) and Ph.D in Human Rights and Peace Studies (international program) at IHRP, Mahidol university.

Deadlines for August 2014 admission: 31 January 2014

Results will be available in March 2014
Semester Start on  August 2014

CRITERIA SET BY MAHIDOL UNIVERSITY AND THE ROYAL NORWEGIAN EMBASSY FOR AWARDING  A SCHOLARSHIP TO STUDY THE MA OR PHD PROGRAMME IN HUMAN RIGHTS, AT THE INSTITTUTE FOR HUMAN RIGHTS AND PEACE STUDIES.

MA (Human Rights)

1. Candidates must have a Bachelor’s degree in any field with a cumulative GPA of at least 2.50 or equivalent.
2. Candidates must have an English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required with no band below 6.0.
3. Candidates must be national of Myanmar
4. Preference will be given to candidates who are attached to a research centre or academic institution, or have experience with NGOs, human rights institutions or private human rights/peace entities.
5. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies.
6. Special consideration will be given to candidates from minority and marginalized groups including ethnic minorities, people with disability, sexual minorities, and Stateless people.

PhD (Human Rights and Peace Studies)

1. Candidates must have a Masters degree (MA) in any major, from an approved university, with a GPA of not less than 3.50.
2. Candidates must have an English language proficiency, with an IELTS score of 6.5 or above is required with no band below 6.0.
3. Candidates must be national of Myanmar
4. Preference will be given to candidates who
a) have research publications, of more than one publication, or at least one single author publication in an accredited journal.
b) are attached to a research centre or academic institution.
c) with experience with NGOs, human rights institutions  or private human rights/peace entities.
5. Exceptions to the above qualifications may be made by the Steering Committee and the Dean of the Faculty of Graduate Studies.
6. Special consideration will be given to candidates from minority and marginalized groups including ethnic minorities, people with disability, sexual minorities, and Stateless people.

 

MA applicants,
Documents need to submit:

- Completed the application form, with photograph affixed
- Personal statement
- Academic transcript(s)
- English language test certificate(s)
- Curriculum Vitae
- Contacted the referees and send them the reference form
- Other related documents base on criteria for selection.
PhD applicants,
Documents need to submit:

- Completed application form, with photograph affixed
- Research Statement and Personal Statement
- Academic transcript of completed University degrees (Bachelor's and Masters)
- English language test certificate (s)
- Curriculum Vitae
- Contacted the referees and send them the reference form
- Other related documents base on criteria for selection.

For more information & Apply: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

สันติสุขจะได้มาถ้าเราช่วยกันพูดคุยสันติภาพใน จชต. (ตอน1)

Print PDF

บทนำ

การพูดคุยสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ได้เริ่มในรูปแบบที่เป็นทางการหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น โดยมีตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ข้อตกลงดังกล่าวใช้คำว่ากระบวนการสานเสวนาสันติภาพภายในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหมายรวมถึงมาตรา 1 ที่บัญญํติว่า ‘ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้’ หมายความว่าการพูดคุยสันติภาพทางการจะเคารพในบูรณภาพของดินแดน การจัดตั้งให้บางส่วนของดินแดนเป็นรัฐเอกราช (ซึ่งขอเรียกว่าทางออกแบบเอกราชหรือmerdekaในภาษามลายู) ที่แยกตัวออกไปจากราชอาณาจักรจะกระทำมิได้ แต่หากจะดำเนินการตามมาตรา 281 ความว่า ‘ภายใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น...’ ย่อมกระทำได้ (ซึ่งขอเรียกว่าทางออกแบบให้ความเป็นอิสระในการปกครองตนเองหรือ autonomy) อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตีความข้างต้นนี้อาจอธิบายว่า ตัวแทนบีอาร์เอนจำยอมลงนามในข้อตกลงด้วยไม่อยากขัดแย้งกับรัฐบาลมาเลเซีย หรือผู้ที่ช่างสงสัยและมีความคิดกว้างอาจตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 1 ดังกล่าวมิได้หมายความว่าประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยวอาจเป็นสหพันธรัฐก็ย่อมได้

การมีกรอบใหญ่สำหรับการสานเสวนาหรือการพูดคุยสันติภาพน่าจะช่วยให้กระบวนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล จึงขอเสนอให้พูดคุยกันในกรอบของ autonomy หรือความเป็นอิสระของการปกครองตนเองของท้องถิ่น โดยไม่ยกเรื่องเมอร์เดกาหรือสหพันธ์รัฐขึ้นมาเป็นเหตุผลโต้แย้งกันในขั้นนี้ เมื่อมีกรอบที่ชัดเจนแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะมีส่วนร่วมและพูดคุย/สานเสวนา/เจรจากันไปในทิศทางนี้

บทความนี้มุ่งหวังเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ทั้งในแง่การแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในเรื่องของข้อขัดแย้ง (contradiction) และทางออก การมีทัศนคติ (attitude)
และพฤติกรรม (behavior) ที่เอื้อต่อการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง1 เนื้อหาของบทความเป็นการทดลองเสนอในเรื่องภาคีหลักของความขัดแย้งและเป้าหมาย (goal) ของพวกเขา การกล่าวถึงภาคีที่สำคัญอื่น ๆ ของความขัดแย้ง แนวทาง 4 ค ในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง การประคับประคองกระบวนการสันติภาพ และการขยายวงการพูดคุยหรือพื้นที่การมีส่วนร่วม

ภาคีหลักน่าจะต้องการอะไร

ภาคีหลัก (main parties) ได้แก่ขบวนการและภาครัฐ แน่นอนว่าภาคีทั้งสองยังแบ่งเป็นภาคส่วนต่าง ๆ อีก แม้บีอาร์เอ็นจะเสนอว่าตนสามารถพูดแทนคนส่วนใหญ่ใน จชต. ได้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่ายังมีองค์กรอื่นอีกที่อยู่ในขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐ เช่น PULO (Patani United Liberation Organisation) GMIP (Gerakan Mujahidin Islam Patani) Bersatu (United Front for the Independence of Pattani)2 ส่วนภาครัฐประกอบด้วยภาคการเมือง (ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ข้าราชการประจำ (ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน) และพนักงานของรัฐ เป็นเรื่องที่ธรรมดาภาคส่วนต่าง ๆ ภายในขบวนการและภายในรัฐจะมีความเห็นที่ต่างกันไปได้ แต่จะขอสมมุติว่าในแง่เป้าหมายแล้ว ภาคีทั้งสองมีจุดยืนหรือเป้าหมายหลักที่เป็นหนึ่งเดียวกันในฝ่ายของตน

เป้าหมายของขบวนการ

ขอทดลองเสนอว่าวาทกรรมของขบวนการสามารถสรุปได้ดังนี้ ในอดีต เคยมีรัฐปาตานีที่เจริญรุ่งเรืองทั้งในทางการเมืองการปกครอง การค้า การศาสนา และวัฒนธรรม ต่อมาถูกรัฐสยามเข้า ครอบครองเป็นเมืองขึ้น แต่เดิมขบวนการได้ทำการต่อสู้ โดยเน้นประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มากกว่าศาสนา แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนเกือบจะสลายตัวไป ต่อมาขบวนการได้ก่อรูปอุดมการณ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ฐานขององค์กรเดิม หากแต่ได้ผนวกปัจจัยทางศาสนาที่อ้างว่าผูกติดอยู่กับชาติพันธุ์มลายูอย่างแยกไม่ออก ประวัติศาสตร์ของการมีรัฐปาตานี จึงถูกตีความว่าหมายรวมถึงการมีรัฐอิสลามด้วย  เมื่อตีความว่าปาตานีซึ่งหมายถึงรัฐอิสระของชาวมลายูที่เป็นรัฐอิสลาม ได้ตกเป็นอาณานิคมของรัฐสยามที่ไม่ใช่อิสลาม (รัฐกาฟิร) เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมชอบธรรมที่ชาวมลายูแห่งปาตานีจะลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อทวงดินแดนคืน ปลดปล่อยดินแดนนี้ และสถาปนารัฐปาตานีที่เป็นรัฐอิสลามขึ้น 3

วาทกรรมหนึ่งที่น่าสนใจมาจากเอกสารที่ทางการยึดได้ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า ‘เหตุการณ์กรือเซะ’ เอกสารชิ้นนี้มีคนนำไปตั้งชื่อว่า ‘คัมภีร์มรณะ’ แต่ชื่อตามภาษามลายูคือ ‘Berjihad di Patani’ (การต่อสู้ที่ปาตานี)4 ในข้อความตอนหนึ่ง ผู้เขียนเอกสารเรียกร้องให้ผู้กล้าสามัคคีกันและลุกขึ้นยึดครองปาตานีอันเป็นที่รัก นำความภาคภูมิใจและความเข้มแข็งคืนสู่ศาสนาที่ได้ถูกทำให้มัวหมอง ปกป้องลูกหลาน ภรรยา ทรัพย์สมบัติ และความมั่งคั่งของประเทศ โดยอ้างถึงฮาดิษ 113 (Hadith Saheeh Muslim, book 1, page 65) ที่กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลมาแย่งชิงทรพย์สมบัติเราไป ซึ่งเป็นกรณีต้องปกป้องด้วยชีวิต ถ้าเจ้าของถูกฆ่าก็จะไปสวรรค์ (เป็นชาฮีด) ถ้าผู้ที่มาขโมยทรัพย์สมบัติถูกฆ่าก็จะไปนรก

ขอทดลองสรุปว่า เป้าหมายการต่อสู้ของฝ่ายขบวนการคือการปลดปล่อยดินแดนจากการยึดครองของรัฐสยาม (แม้ว่ารัฐสยามจะเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐไทย แต่ในแง่วาทกรรมแล้ว ขบวนการยังคงใช้คำว่าสยามเพื่อเน้นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นนับร้อยปีมาแล้ว) เพื่อสถาปนารัฐปาตานี ที่เป็นอิสระ และ (อย่างน้อยสำหรับขยายแนวร่วมการต่อสู้) เป็นรัฐอิสลาม
เป้าหมายของฝ่ายรัฐ

ฝ่ายรัฐจะต้องทำตามกฎหมายโดยทั่วไป และตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ (แม้ว่ากฎหมายและรัฐธรรมนูญก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้) รัฐมีหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคนของทุกคนที่อยู่ในประเทศ รักษาบูรณภาพของดินแดน จัดให้มีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิผลในการยังความยุติธรรมแก่ทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน ส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขและคุณภาพชีวิต ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย ฯลฯ อย่างไรก็ดี ใน จชต. มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายรัฐเน้นหน้าที่ในด้านความมั่นคง และไม่สามารถทำหน้าที่ในด้านอื่น ๆ ได้ดีนัก

ขอจินตนาการว่าฝ่ายที่เข้าข้างรัฐอาจจะวิจารณ์วาทกรรมของขบวนการว่าอย่างไร การผนวกดินแดนของ ‘หัวเมือง’ ต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามนั้น เป็นกระบวนการสร้างรัฐ-ชาติตามปกติ ที่เกือบทุกรัฐ-ชาติทั่วโลกต่างก็ได้กระทำการเช่นนี้ หาใช่การล่าอาณานิคมเพื่อครอบงำและขูดรีดประชาชาติที่อยู่ไกลออกไปไม่ (ไม่ได้อยู่ติดกับพรมแดนของรัฐ)

ถ้าพิจารณารัฐ-ชาติที่อยู่ประมาณ 200 รัฐ จะพบว่าในรัฐเหล่านี้มีประชาชาติอาศัยอยู่ประมาณ 2000 ชาติ แต่มีเพียง 20 ‘รัฐ-ชาติ’ ที่ถือได้ว่าอยู่อาศัยโดยประชาชาติเพียงชาติเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรามีประชาชาติ 1980 ชาติ อาศัยอยู่ใน 180 รัฐที่มีศักยภาพที่จะความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ประเทศไทยก็เช่นกัน มีประชาชาติอยู่มากหลายดังจะเห็นได้จากภาษาพูดที่พูดกันอยู่กว่า 60 ภาษา นอกจากภาษาตระกูลไทยแล้ว ยังมีภาษาหลัก ๆ อีก เช่นภาษามลายู ภาษาเขมร ภาษาไทยใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลที่ง่ายมากว่า ดูเหมือนว่ามนุษย์เราชอบที่จะถูกปกครองโดยผู้คนชนิดเดียวกับตน5 ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรความขัดแย้งที่เกี่ยวกับการสร้างรัฐชาติเช่นนี้จึงจะไม่เป็นความขัดแย้งที่รุนแรง มิฉะนั้น เราอาจมีความขัดแย้งที่รุนแรงในอีกหลายสิบหรืออาจถึงร้อยรัฐ-ชาติก็เป็นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้จะเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งเช่นนี้ได้ แต่จะต้องหาทางก้าวข้ามความขัดแย้งเช่นนี้ไป เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยทุกฝ่ายต่างมีความสุข

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งต่อวาทกรรมของฝ่ายขบวนการก็คือ การตั้งข้อสงสัยข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่ว่า เคยมีรัฐปาตานีที่มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับ จชต. ปัจจุบัน หรือเคยมีแต่นครรัฐหลายนครที่ปกครองพื้นที่ต่าง ๆ กันไปแล้วแต่ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และถ้ามีรัฐปาตานีดังกล่าว รัฐเช่นนั้นเป็นรัฐอิสลามในความหมายที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด6 ถ้าความเป็นดินแดนในอดีตอาจไม่ชัดเจนในความหมายของดินแดนแห่งรัฐเดี่ยว การให้ความหมายเชิงประวัติศาสตร์ว่าเป็นการเข้ายึดครองดินแดนแบบอาณานิคม เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนที่มีเอกภาพในการปกครองก็พลอยจะคลุมเครือไปด้วย และการสร้างรัฐอิสลามก็อาจเป็นเพียงข้อเสนอใหม่ที่อาจพิจารณาได้ด้วยคุณค่าปัจจุบันโดยไม่มีความขลังของอดีตมาเป็นปัจจัย

ขอทดลองสรุปว่า ฝ่ายรัฐมีเป้าหมายในการรักษาบูรณภาพของดินแดนและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนทุกคน โดยยอมรับว่าการกระทำที่ผ่านมาเคยสร้างบาดแผลไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ และเคยใช้นโยบายบังคับกลมกลืน (assimilation) ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในกระบวนการสร้างรัฐชาติ และยอมรับที่จะทำการแปลงเปลี่ยนทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เกิดการอยู่ร่วมกันที่ตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของทุกฝ่าย

โคทม อารียา
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

พระจากประเทศเมียนมาร์ศึกษางานสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา

Print PDF

พระชาวเมียนมาร์สมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป นำพระชาวเมียนมาร์ 20 รูป ซึ่งมาจากวัดต่างๆ ในประเทศเมียนมาร์ศึกษาดูงานสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เพื่อเรียนรู้กระบวนการสร้างสันติภาพ หวังนำกลับไปสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมาร์ ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เผย พระเมียนมาร์สนใจกระบวนการสานเสวนาพร้อมกับต้องการร่วมกระบวนการศาสนเสวนาระหว่างพระชาวพุทธของประเทศไทยและเมียนมาร์

นายรัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ เจ้าหน้าที่เสมสิกขาลัย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป และผู้ประสานงาน Promoting A Culture of Peace and Sustainability in Myanmar ได้นำพระภิกษุชาวเมียนมาร์จำนวน 20 รูป ศึกษาดูงานที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่าง ๆ พร้อมกับศึกษาเรียนรู้ถึงกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อนำกลับไปดำเนินการสร้างกระบวนการสันติภาพในประเทศเมียนมาร์ โดยนายรัฐวิศว์  กล่าวว่า  ปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมาร์มีอยู่มาก  เนื่องจากประเทศเมียนมาร์ประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์  ประกอบกับมีการสร้างสถานการณ์ที่ง่ายต่อการนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับรุนแรงด้วย  โดยเฉพาะในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา  มีความขัดแย้งเรื่องศาสนาสูงมาก  ระหว่างผู้นับถือศาสนาพุทธกับผู้นับถือศาสนาอิสลาม  อีกทั้งในปัจจุบัน  ประเทศพม่ามีเสรีภาพในการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้นแต่ก็มีปัญหาในเรื่องการขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร  การได้นำพระภิกษุชาวเมียนมาร์มาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาในครั้งนี้จึงนับว่ามีความสำคัญ  เพราะพระภิกษุในประเทศเมียนมาร์เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลและอยู่ในสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณและสังคม

นางสาวงามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้นำเสนอภาพรวมการทำงานของสถาบันฯ กล่าวว่า ได้ชี้ให้พระภิกษุชาวเมียนมาร์เข้าใจชั้นความรุนแรงใน 3 ระดับ ได้แก่ 1)ความรุนแรงทางตรง เช่น การทำร้ายร่างกาย การใช้อาวุธต่อสู้ เป็นต้น  2)ความรุนแรงเชิงโครงสร้างอันมาจากนโยบายที่ไม่เท่าเทียมกันต่อคนในสังคม  3)วัฒนธรรมความรุนแรงที่มีการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยมีการยกตัวอย่างกรณีต่าง ๆ มาเป็นกรณีศึกษา เช่น การใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน ซึ่งไม่สามารถปราบปรามยาเสพติดได้จริง เนื่องจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมความรุนแรงยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งความรุนแรงทั้งสองนี้สนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงทางตรง เป็นต้น

อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ยังกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในประเทศเมียนมาร์ก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรง เพราะปัญหาเรื่องการมีอคติต่อกันยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

ด้าน ผศ.ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง การสร้างสันติภาพโดยใช้กระบวนการสานเสวนาในกรณีความขัดแย้งต่าง ๆ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีห้ามนักเรียนหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบในโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัดพุทธศาสนา  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงกิจกรรมที่สถาบัน ฯ ในฐานะเลขานุการขององค์กรศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย (Religions for Peace Inter-religious Council of Thailand) ได้ลงพื้นที่เยี่ยมปลอบขวัญผู้นำศาสนาที่ถูกฆ่า และสถานที่สำคัญทางศาสนาที่ถูกทำลาย นอกจากนั้น องค์กรศาสนาเพื่อสันติภาพ  สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทยยังได้รับการสนับสนุนในด้านเงินทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ทำโครงการภายใต้ชื่อ “ความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย์” อันประกอบด้วย 1)การจัดอบรมผู้นำศาสนา นักการศาสนา และเยาวชนที่เป็น  ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย จำนวนร้อยกว่าคนในการนำศาสนคำสอนมาช่วยลดความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของมนุษย์ 2)การจัดอบรมกระบวนกร เพื่อให้สามารถจัดกระบวนการสานเสวนาระหว่างศาสนา  3)กิจกรรมค่ายเยาวชนระหว่างศาสนา จำนวน 3 ค่าย โดยแต่ละค่ายประกอบด้วยเยาวชนชาย-หญิงศาสนาต่าง ๆ จากทั่วประเทศ เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้ ทำความเข้าใจ  และทำงานร่วมกันระหว่างศาสนาในแนวทางสันติภาพ ผศ.ดร.ปาริชาด กล่าวด้วยว่า กระบวนการสานเสวนาถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้กลายเป็นความรุนแรง(Conflict Transformation)ไปสู่การสร้างสันติภาพ ซึ่งเป็นการเยียวยาความสัมพันธ์ที่แตกสลายให้กลับคืนดีใหม่นั่นเอง

ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เปิดเผยอีกว่า พระภิกษุชาวเมียนมาร์สนใจกระบวนการสานเสวนาเป็นอย่างมาก  และแสดงความจำนงจะเข้าร่วมกระบวนการหากจัดอบรมเกี่ยวกับการสานเสวนา  ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานของสถาบัน ฯ ที่จะจัดให้มีการสานเสวนาระหว่างพระภิกษุเมียนมาร์กับพระภิกษุชาวไทย  โดยหวังว่าจะนิมนต์พระภิกษุเมียนมาร์ที่มีแนวคิดสุดโต่งเข้าร่วมสานเสวนา พร้อมกับเชื่อว่าพระภิกษุเมียนมาร์กลุ่มนี้จะเป็นเครือข่ายที่สำคัญอีกเครือข่ายหนึ่งที่จะร่วมกันสร้างกระบวนการสันติภาพ ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก