Home ARCHIVE

Archive

คณะราชกรรมาธิการ

Print PDF

คณะราชกรรมาธิการ

ผมเห็นด้วยว่าในยามวิกฤตนี้  เราควรแสวงจุดร่วมให้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีคณะบุคคลจากฝ่ายวิชาการและประชาสังคม มาเสนอจุดร่วมว่า ‘2 ไม่เอา 2 เอา’ คือไม่เอาความรุนแรงและรัฐประหาร และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งและการปฏิรูปในวิถีประชาธิปไตย ผมก็ขอสนับสนุนการริเริ่มของคณะบุคลดังกล่าวมา ณ โอกาสนี้ ขณะเดียวกัน ก็อยากช่วยเสริม โดยพยายามคิดจะเอาอะไร ไม่เอาอะไรดีในเชิงวิธีการหรือกระบวนการ

ปัญหาในเชิงวิธีการข้อหนึ่งในเวลานี้คือ วัฒนธรรมเลขสอง (dualism) หรือการแบ่งเป็นสองข้าง ข้างเราถูก ข้างเขาผิด ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้ สิ่งที่มาสนับสนุนการแบ่งข้างเช่นนี้คือวาทกรรม  ซึ่งผมขอให้นิยามง่าย ๆ ในแง่หนึ่งว่า เป็นการปั้นคำให้เป็นตัว (objectivisation of words) ในแง่นี้ มีวลีที่พูดซ้ำ ๆ อธิบายบ่อย ๆ จนติดตลาด และกลายเป็นความเชื่อที่ติดตัว เช่น เผาบ้านเผาเมือง มือเปื้อนเลือด นอกจากนี้ ยังมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ใช้ธงชาติ ใช้สี ตลอดจนเครื่องเครา (paraphernalia) ต่าง ๆ นวตกรรมล่าสุดคือนกหวีดพร้อมสายคล้องคอสีธงชาติ ก่อนหน้านี้มีมือตบ ตีนตบ เป็นต้น

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวพ้นวัฒนธรรมเลขสอง เราต้องพยายามสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้น เช่นตอนนี้มีผู้จุดเทียนในเชิงสัญลักษณ์ มีการรณรงค์รักษาสิทธิเลือกตั้ง แต่เราจะก้าวพ้นการแบ่งข้างไปได้ยาก หากยังติดกับอยู่กับการด่วนตัดสินและการบ่มเพาะความเกลียดชัง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้างคือ เพิ่ม ‘1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)’ ดังนี้ ไม่เอามิจฉาวาจา ได้แก่การพูดปด การพูดหยาบคาย การพูดอาฆาตมาดร้าย และการพูดส่อเสียด หรือถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ก็อาจจะกล่าวว่า ไม่เอาการพูดเข้าข้างแต่พวกเรา หรือพูดเอาแต่ได้ ไม่เอาการพูดเพียงถล่มอีกฝ่าย หรือพูดเอาแต่ด่า ส่วนเรื่องที่ควรทำคือ ใช้สัมมาวาจา ได้แก่การพูดความจริง การพูดสุภาพ การพูดให้ถูกกาลเทศะ และพูดให้เกิดประโยชน์ ถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ก็อาจจะกล่าวว่า เอาการพูดที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง สรุปคือ ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา

ในวัฒนธรรมเลขสอง นอกจากการสรรเสริญว่าเราถูก และก่นด่าว่าเขาผิดแล้ว ยังมีความเชื่อและพยายามอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเอาชนะ ทำให้ไม่สามารถมีการพูดคุยหรือเจรจากันได้ คำกล่าวที่ใช้ปฏิเสธการพูดคุยคือ ‘เราเลยจุดนั้นไปแล้ว’ ‘ไม่อยากพูดคุยกับคนพาล’ ‘ไม่มีประโยชน์เพราะไว้ใจเขาไม่ได้เลย’ ‘ไม่ต้องหาทางออกร่วมกันหรอก ขอให้รับข้อเสนอที่ถูกต้องของเราก็เป็นทางออกแล้ว’ ‘เราไม่สามารถถอยได้แม้แต่ก้าวเดียว’ ‘นี่เป็นโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะได้ชัยชนะ’ ฯลฯ มูลเหตุจูงใจอาจอยู่ที่ประโยคหลังนี้นี่เอง คือฝ่ายที่คิดว่าฝ่ายเราได้เปรียบก็คิดจะเดินหน้าต่อไปเพื่อชัยชนะที่สมบูรณ์ เพื่ออำนาจที่ตนจะนำมาจัดการกับปัญหาตามที่ฝ่ายตนเห็นว่าถูก เพื่อกำจัดอีกฝ่ายออกไปจากเวทีการเมือง ฯลฯ แต่ถ้าคิดว่าฝ่ายเราเพลี่ยงพล้ำ ก็อาจพอคุยกันได้ เพียงแต่พอสถานการณ์หรือกระแสเปลี่ยน ก็จะบอกปัดว่าจังหวะนี้ไม่พร้อมพูดคุยแล้ว สรุปก็คือ การพูดคุยเกิดขึ้นได้ยากเพราะ 1) ไม่มีแรงกดดันจากสังคมหรือจากพลังที่สามที่เพียงพอจนจำต้องพูดคุย หรือ 2) ในการประเมินสถานการณ์ มักไม่ประเมินว่าต่างฝ่ายต่างมีพลังยันกันอยู่อย่างสมดุล หรือมักไม่ประเมินว่ากำลังจะเพลี่ยงพล้ำทั้งคู่ หรือ 3) ยังไม่ได้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่จะรับได้ เพราะมักเชื่อว่าขอให้ยอมทนการสูญเสียสักเล็กน้อยในตอนนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

ในการก้าวพ้นความคิดที่จะเอาชนะกันให้จงได้ของวัฒนธรรมเลขสอง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้างโดยเพิ่ม ‘1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)’ อีกหนึ่งชุดคือ ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก

คำถามต่อไปก็คือ แล้วจะให้พูดคุยเจรจากันเรื่องอะไร คงไม่ใช่ให้มาเถียงกันว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ซึ่งเป็นวลีแห่งวาทกรรมให้เกิดความคิดตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น อย่าลืมว่าการพูดคุยหาทางออกเมื่อครั้งวิกฤตปี พ.ศ. 2553 นั้น แม้สองฝ่ายจะเห็นด้วยในหลักการว่าจะยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่ไปยึดติดกับจังหวะเวลาที่จะยุบจนไม่สามารถตกลงกันได้ มาคราวนี้ ควรพูดคุยกันในเรื่องการปฏิรูป ซึ่งดูเหมือนว่าทุกฝ่าย ‘จะเอาด้วย’ อยู่แล้ว แต่ในเบื้องต้น ควรพูดคุยในเรื่องหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป เช่น การกระจายอำนาจ การลดความเหลื่อมล้ำ การลดการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบเลือกตั้งและการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น เพราะการลงรายละเอียดต้องใช้เวลาและต้องมีกระบวนการที่ดี นอกจากพูดเรื่องหัวข้อแล้ว ขอให้พูดเรื่องวิธีการปฏิรูปเป็นสำคัญ

ที่ผ่านมา มีการเสนอวิธีการปฏิรูปโดยให้มีองค์กรมาทำหน้าที่นี้ โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่นสภาประชาชน สภาปฏิรูปประเทศ สภาปฏิรูปการเมือง ส่วนที่มาของสภาฯก็มีการเสนออย่างหลากหลาย เช่นการแต่งตั้งส่วนหนึ่งและการเลือกตั้งตามสาขาอาชีพอีกส่วนหนึ่ง การสรรหาบุคคลซึ่งมีที่มาอันหลากหลายให้ประกอบกันเป็นเป็นสมัชชาเพื่อเลือกกันเองเป็นสภาปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

ในที่นี้ขอเสนอทางเลือกเพื่อประกอบการพิจารณาอีกทางหนึ่งคือ การปฏิรูปโดยองค์กรที่มีชื่อว่า คณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ข้อเสนอนี้ต่างจากการมีสภาฯอยู่ตรงที่ว่า สภาฯจะดูแลการปฏิรูปในทุกด้าน แต่คณะราชกรรมาธิการจะดูแลการปฏิรูปเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งต่างก็มีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัว

เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคณะราชกรรมาธิการ แต่อันที่จริง ในราชอาณาจักรหลายแห่ง เช่นสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย คานาดา นิวซีแลนด์ และซาอุดี อาราเบีย เขาก็มีคณะราชกรรมาธิการหรือ Royal Commission มานานแล้ว เช่นในออสเตรเลีย มีการออกกฎหมายชื่อว่า Royal Commission Act ในปี ค.ศ. 1902 ตั้งแต่การออกกฎหมายนั้นจนถึงบัดนี้ ออสเตรเลียได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการมาแล้ว 130 คณะ ล่าสุดในปี ค.ศ. 2012 ได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการว่าด้วยการตอบสนองเชิงสถาบันต่อการละเมิดทางเพศต่อเด็ก อำนาจหน้าที่ของคณะราชกรรมาธิการจะมีตามข้อกำหนด (Term of Reference) ของการแต่งตั้ง บางคณะมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน (inquiry or investigation) การเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล การรับฟังความเห็นทั้งในทางเปิดเผยและไม่เปิดเผย คณะราชกรรมาธิการจะทำรายงานเสนอต่อผู้มีอำนาจหน้าที่และสาธารณชน บ่อยครั้งทีเดียวที่รายงานเหล่านี้จะมีผล โดยรัฐบาลรับข้อเสนอบางข้อหรือทั้งหมดไปดำเนินการรวมทั้งการออกเป็นกฎหมาย

ข้อเสนอในเชิงกระบวนการปฏิรูปก็คือ ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือในฐานะเท่าเทียมกันในด้านการปฏิรูปการเมือง โดยออกกฎหมายรองรับให้มีคณะราชกรรมาธิการ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง ตามการถวายคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คณะราชกรรมาธิการสามารถทำงานได้อย่างอิสระจากรัฐบาลและอย่างมีประสิทธิผล โดยรัฐบาลไม่สามารถปลดคณะราชกรรมาธิการได้ หากมีกรณีที่คณะราชกรรมาธิการไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติเกิดข้อกำหนด ก็ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยและสั่งยกเลิกคณะราชกรรมาธิการได้  เมื่อมีกฎหมายแล้ว ก็ดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการขึ้นมาหลายคณะ แต่ละคณะจะมีข้อกำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปเป็นเรื่อง ๆ ไป ตามแต่จะพูดคุยตกลงกันในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว

สำหรับการได้มาซึ่งกรรมาธิการในแต่ละคณะ ขอเสนอให้ มีคนกลางที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยอมรับได้เป็นแกนนำ และให้ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. นปช. ภาคราชการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในประเด็นที่คณะราชกรรมาธิการจะศึกษาเสนอแนะ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการ โดยฝ่ายบริหารจัดให้มีกลไกและกระบวนการปฏิรูปที่จริงจัง โดยสำนักงานคณะราชกรรมาธิการมีบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ มีอาสาสมัครทำงานเต็มเวลาที่ทำงานการมีส่วนร่วมในภาคสนาม และมีการสื่อสารกับสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี หากคณะราชกรรมาธิการมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปขนาดใหญ่ เช่นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีการลงประชามติ ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ

สรุปก็คือ ผมมองว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมเลขสองหรือการแบ่งข้าง ‘ข้างเราถูก ข้างเขาผิด’ ซึ่งจะต้องก้าวพ้นไปเป็น ‘ข้างเราถูกบ้าง ข้างเขาผิดบ้าง’ หรือ ‘เรามีจุดร่วมที่ทำให้เห็นว่า เราถูกทั้งคู่’ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการก้าวพ้นดังกล่าวคือ การหักด่านวาทกรรมเกลียดชังโดย ‘ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา’ นั่นเอง องค์ประกอบอีกด้านหนึ่งของวัฒนธรรมเลขสองคือ ‘ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้’ ซึ่งอาจก้าวพ้นได้โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็น ‘ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก’สุดท้ายขอเสนอว่าในการพูดคุยเจรจานั้น ขอให้พูดคุยในเบื้องต้นในหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป แล้วดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการมาศึกษาแนะนำการปฏิรูปแยกเป็นหัวข้อ ๆ ไป ทำให้ได้การทำงานโดยบุคคลที่ตรงกับงาน ทำงานอิสระจากรัฐบาลเพราะมาจากการโปรดเกล้า และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล

โดย...โคทม อารียา

Article in Thai language only.

Print PDF

หลักการและเหตุผล

ท่ามกลางความโกลาหลทางการเมืองที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อมา 8 ปีนั้น มีการปล่อยข่าวลือ สื่อความเกลียด เหยียดความเป็นคน ผลักคนให้เลือกข้าง สร้างความสับสน และหนีไม่พ้นความรุนแรง หลายต่อหลายครั้ง สิ่งที่ขาดหายไปคือความไว้วางใจ ความห่วงใย การตั้งใจฟัง และการมีสัมมาวาจา เป็นต้น ที่สำคัญคือ เราขาดพื้นที่ที่จะสื่อความรู้สึกถึงกัน ให้ได้ยินและเห็นถึงความเป็นคนผู้มีสุขมีทุกข์ มีดีมีร้ายเหมือน ๆ กันทุกคน เราขาดพื้นที่ที่ทุกคนมีความสบายใจที่จะถกแถลงแจงเหตุผลแก่กันและกันอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษาการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงได้ปรึกษาหารือกัน และเห็นควรจัดการประชุมที่เป็นพื้นที่สื่อความรู้สึกและความคิดอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์


วัตถุประสงค์

1)      จัดให้มีพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมสามารถสื่อความรู้สึกเละเสนอความคิดของตนได้อย่างเต็มที่เต็มพลัง โดยไม่ประสงค์ร้ายต่อกัน และถือว่าทุกความรู้สึกมีความหมาย ทุกความคิดมีความสำคัญ

2)      ร่วมกันเสนอความคิดที่อาจช่วยแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์

3)      ประมวลความรู้สึกและความคิดเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน

วันเวลาและสถานที่

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2556 เวลา 8.30 - 15.40 น. ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล (Mahidol Learning Center) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม และเวลา  16.00 - 18.00 น. ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556 เวลา 8.30 – 16.00 น. ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล  (Mahidol Learning Center) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม

ติดต่อสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวัลลภ โทร. 02-441-0813-5 ต่อ1109

ดาวน์โหลดไฟล์

  • หลักการโครงการ/หนังสือเชิญ
  • ใบตอบรับ

ฉลาดชุมนุม โดย เครือข่ายสันติวิธี

Print PDF

No Translate

ข้อเสนอแนะแนวทางลดความตึงเครียดทางการเมือง

Print PDF

No translate

ให้อำนาจเกิดจากปัญญาและความเห็นพ้อง โดย โคทม อารียา

Print PDF

โคทม อารียา

ขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังจัดการชุมนุม และมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก แม้ความขัดแย้งบาดหมางในสังคมการเมืองไทยจะมีมานานและมีหลายระยะหรือยก แต่ดูเหมือนว่ายกนี้เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของรัฐบาลที่พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมอย่างผิดหลักการ อ้างว่าการแต่งตั้ง คตส. เป็นกระบวนการที่มิชอบ แต่ผู้ที่เห็นด้วยกับข้ออ้างดังกล่าว แทนที่จะเสนอให้กระบวนการนั้นเป็นโมฆะ กลับเสนอให้ผู้ที่ถูกกระทำโดยกระบวนการพ้นจากความผิด เท่ากับยกโทษให้ผู้ที่อาจทุจริต โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีผู้คัดค้านร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจำนวนมาก จนรัฐบาลยอมถอย และสภาผู้แทนราษฎรได้ถอนร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการนิรโทษกรรมและการปรองดองออกไปจากสภา อย่างไรก็ดี เมื่อมีผู้ชุมนุมคัดค้านจำนวนมาก ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อผิดพลาดอื่น ๆ ของรัฐบาลด้วย และมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทั้งในเรื่องการนิรโทษกรรมและเรื่องอื่น ๆ ด้วย เรื่องเลยทำท่าจะกลายเป็นการขับไล่รัฐบาล เดือดร้อนถึงฝ่าย นปช. ที่จัดการชุมนุมขึ้นเหมือนกัน แต่เพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สถานการณ์จึงตึงเครียดมาก และหากมีใครจุดชนวนความรุนแรงขึ้น ก็เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และสังคมไทยก็จะเข้าสู่วังวนของความรุนแรงรอบใหม่

ถ้าจะทำความเข้าใจต่อทั้งฝ่ายที่คัดค้านและสนับสนุนรัฐบาล พบว่าต่างก็ต้องการรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความสุจริตและโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของประชาชนได้ ที่สำคัญคือ มีความชอบธรรมเพราะได้รับอาณัติจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ที่กล่าวมานี้ แม้จะเห็นด้วยกันในเชิงหลักการ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในทางปฏิบัติ ยังมีปัญหาอยู่มาก จนข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามหลักการข้างต้น

เมื่อยอมรับเช่นนี้ รัฐบาลก็ริเริ่มที่จะดำเนินการให้มีการปฏิรูปการเมือง แต่ก็ยังต้องการเป็นเจ้าภาพ ในทางหนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะคอยช่วยดูแลกระบวนการปฏิรูป แต่ฝ่ายที่ไม่ไว้วางใจก็มองว่าต้องการควบคุมให้ผลออกมาตามประสงค์ของรัฐบาลผู้มีอำนาจมากกว่า ด้วยเหตุนี้ มิพักฝ่ายรัฐบาลจะชักชวนฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านให้เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูป ก็ได้รับการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง มิหนำซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะดำเนินการเรื่องการปฏิรูปการเมืองเสียเอง ฝ่ายต่อต้านก็จะจัดเวทีปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน บางฝ่ายอาจเสนอเลยเถิดไปถึงการปฏิรูปโดยการคืนพระราชอำนาจ ซึ่งออกนอกกรอบประชาธิปไตยไปด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลถือว่าตนมีอำนาจรัฐ ฝ่ายค้านถือว่ามีอำนาจส่วนหนึ่งเพราะประชาชนก็เลือกมา ฝ่ายต่อต้านถือว่าประชาชนให้การสนับสนุนโดยใช้เท้า (เดินออกมาประท้วง) แต่อำนาจดังกล่าว จะยังไม่เพียงพอที่จะนำพาสังคมการเมืองฝ่าวิกฤตคราวนี้ไปได้

ถ้าถือว่ารัฐบาลได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในการผลักดันการนิรโทษกรรม บทเรียนก็คืออำนาจไม่ได้มาจากเสียงข้างมากเสมอไป ฝ่ายค้านเองก็ตระหนักว่าเสียงข้างน้อยในสภาก็เป็นอำนาจที่ไม่เพียงพอ ส่วนอำนาจจากเสียงของประชาชนที่ใช้ผ่านการประท้วงในท้องถนน แม้จะเป็นพลังมหาศาลก็คงไม่เพียงพอเช่นกัน สรุปก็คือ จำนวนไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดอำนาจในการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ สิ่งที่ต้องการคือการมีคุณภาพด้วย

เมื่อรัฐบาลถอยเรื่องการนิรโทษกรรมแล้ว ขอให้ถอยในเรื่องการเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการเมืองด้วย ถ้ายังคงเดินหน้าปฏิรูปในแนวเดิม ประชาชนที่ออกมาประท้วงจะรู้สึกว่าไม่ได้อะไร เห็นว่ารัฐบาลไม่รู้สึกอะไรกับความเดือดร้อนและความต้องการของพวกเขา จะให้พวกเขาเลิกประท้วงไปเฉย ๆ โดยรัฐบาลก็ทำเหมือนเดิมต่อไปคงไม่ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ดี อยากจะขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจของปัญญาและความเห็นพ้องกัน แต่นี่เป็นโจทย์ที่ยาก ทำอย่างไรถึงจะเอาปัญญามาแทนผลประโยชน์ ทำอย่างไรจึงจะไปให้พ้นจากคำพังเพยที่ว่า ชนชั้นใดปฏิรูป ก็เพื่อชนชั้นนั้น โจทย์นี้ยาก แต่ยังพอเป็นไปได้หากเรามาช่วยกันคิด และหากเราต้องการออกจากวังวนนี้ไปด้วยกัน

ขอทดลองเสนอในเบื้องต้นว่า ให้ผู้มีอำนาจยอมมอบอำนาจการปฏิรูปให้แก่ คนกลาง ทันทีที่ได้ยินคำคำนี้ จะมีเสียงคัดค้านขึ้นเซ็งแซ่ว่า คนกลางไม่มี แต่ละคนก็มีผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เอาละ เลือกคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตนน้อยหน่อย ไม่ค่อยยึดติดหรือหลงใหลในอำนาจ หากเป็นผู้มีปัญญาและใจที่เปิดกว้าง พอเสนอคุณสมบัติทำนองนี้ ก็มีผู้คัดค้านอีกว่า ถึงพอจะมีคนเช่นนี้ แต่พอเสนอชื่อใครสักคน ก็จะมีคนออกมาค้านไม่ยอมรับ เข้าทำนอง ‘ไม่มีใครฟังใครแล้วในยุคนี้’ เอาเถอะ แม้เสนอชื่อใครเป็นติดขัด ขอเสนอเพียงกระบวนการก่อนได้ไหม ถ้ายอมรับกระบวนการ ชื่อคนที่ได้จากกระบวนการก็จะเป็นที่ยอมรับได้บ้างไม่มากก็น้อย

ในที่นี้ขอเสนอกระบวนการที่คล้าย ๆ กับการได้มาซึ่งอนุญาโตตุลาการดังนี้ ให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนเสนอชื่อบุคคลมาหนึ่งคน และอาจต้องเสนอชื่อหลายครั้งจนกว่าคนคนนั้นจะเป็นที่ยอมรับของฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้าน และฝ่ายหลังนี้ก็เสนอชื่อบุคคลอันเป็นที่ยอมรับมาหนึ่งคนเช่นกัน คนสองคนนี้จะมาเลือกบุคคลที่สามที่จะทำหน้าที่เป็นประธาน และสองคนเดิมเป็นรองประธาน ให้ทั้งสามเปิดรับการเสนอชื่อจากฝ่ายต่าง ๆ เพื่อนำมาคัดเลือกให้ได้จำนวนและคุณสมบัติที่เหมาะสม ประกอบเป็นคณะกรรมการอิสระที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่เต็มในการปฏิรูป ในบางเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกเรื่อง ในที่นี้ขอทดลองเสนอว่า เรื่องการกระจายอำนาจ การกระจายรายได้ และการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญ วิธีการทำงานของคณะทำงานคือจัดให้มีการศึกษาวิจัย รับฟังความคิดเห็น สนับสนุนการจัดเวทีสานเสวนาของภาคส่วนต่าง ๆ นำข้อมูลมาประมวล วิเคราะห์ กำหนดประเด็นทางเลือก แล้วจัดให้มีเวทีถกแถลงแจงเหตุผลว่าทางเลือกใดน่าจะมีข้อดีมากกว่ากัน สุดท้าย จัดทำเป็นรายงานที่นำเสนอต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง โดยหวังให้เกิดฉันทามติและพลังในการเปลี่ยนแปลง ที่ผลประโยชน์เฉพาะพวกเฉพาะส่วนไม่อาจทัดทานได้ แนวทางนี้หวังพึ่งปัญญาจากความรู้และจากปรีชาญาณของคนหมู่มาก และพึ่งพลังจากการหนุนช่วยของประชาชนที่เข้าใจ ให้ความเห็นชอบ และพร้อมที่จะนำทางเลือกที่ได้พิจารณาด้วยเหตุและผลแล้วไปปฏิบัติใช้

สังคมการเมืองไทยน่าจะมาถึงจุดเปลี่ยน ถ้าเดินหน้าเหมือนเดิมเพื่อที่จะเอาชนะกันให้เด็ดขาด ก็อาจจะมีแต่ผู้แพ้ กล่าวคือสังคมโดยรวมเป็นผู้สูญเสีย หากยับยั้งชั่งใจ ไม่ต้องเร่งรีบให้แตกหัก แต่ก็ไม่ใช่ยอมให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่แก้ไข หมายความว่ารัฐบาลควรถอยให้สุดซอย คือมอบอำนาจการปฏิรูปให้แก่พลังปัญญาของประชาชน ฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านจึงอาจเริ่มถอย โดยให้โอกาสรัฐบาลอีกสักครั้ง แม้ด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่เราก็ไม่มีทางเลือกมากแล้วมิใช่หรือ นอกจากจะร่วมกันเดินหน้าเพื่อสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าในอนาคต