Home ARCHIVE

Archive

Article in Thai language only.

Print PDF

แถลงการณ์

ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทยต่อวิกฤตการณ์บ้านเมือง

ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองในระดับที่รุนแรงสั่งสมมาเกือบทศวรรษและยังไม่ปรากฏซึ่งแนวโน้มที่ขั้วขัดแย้งหลักทางการเมืองสามารถประนีประนอมเพื่อบรรลุข้อตกลงในการคลี่คลายวิกฤติและการปฏิรูปการเมืองได้นั้น

ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความเปราะบางของสถานการณ์ที่ส่อเค้าว่าจะเกิดความรุนแรงในระดับที่มีการนองเลือด จึงขอเสนอแนะแนวทางการคลี่คลายวิกฤติการเมือง ดังนี้

  1. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย   ขอชื่นชมและสนับสนุนทุกแนวทางที่ปฏิบัติโดยขันติและสันติ และขอคัดค้านทุกการกระทำที่เป็นการบิดเบือนความจริง โกหกใส่ร้าย ตลอดจนการปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงระหว่างกลุ่มที่เห็นต่างในสังคม
  2. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย   ขอยืนยันว่าทุกศาสนามีจุดยืนเหมือนกันคือ หลีกเลี่ยงการกำหนดจุดยืนแบบสุดโต่ง ปฏิเสธความรุนแรง และขอเน้นย้ำหลักการที่ว่าผู้ที่เข้มแข็งที่แท้จริงนั้น คือผู้ที่สามารถจะระงับยับยั้งความโกรธที่มีต่อผู้อื่น จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการยึดติดในอุดมการณ์หรือพรรคพวกของตนอย่างสุดโต่ง อันจะนำไปสู่การไม่เปิดรับความคิดเห็นของฝ่ายอื่น รวมทั้งสร้างความแตกแยกเสียหายต่อประเทศชาติ
  3. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย   เห็นว่า การรัฐประหารคือ  การแก้ไขปัญหาโดยการใช้กำลัง ซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความตีบตันทางปัญญาและความล้าหลังของสังคม ความอ่อนแอของผู้นำ  และรังแต่จะซ้ำเติมความแตกแยกของชนในชาติ
  4. ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกขาดความถูกต้อง  และยังมองไม่เห็นถึงแนวโน้มที่จะบรรลุซึ่งทางออกได้นั้น  ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย  ขอเรียกร้องพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ใช้สติและหัวใจที่บริสุทธิ์ในการกลับสู่หลักธรรมของแต่ละศาสนาเพื่อสร้างความสงบสันติอย่างยั่งยืนในสังคม
  5. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย  เห็นว่าขั้วขัดแย้งหลักทั้งสองฝ่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายคลี่คลายปัญหาโดยการถอยคนละก้าวและเสียสละจุดยืนบางประการของตน   เพื่อให้ประเทศสามารถหลุดพ้นจากภาวะชะงักงันและสามารถเดินไปข้างหน้าได้
  6. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนความพยายามของทุกกลุ่มที่มีเจตจำนงอันบริสุทธิ์ในการแก้ปัญหาเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอที่จะนำไปสู่การเปิดพื้นที่กลางในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  7. ในฐานะที่ประเทศไทย  มีศาสนาเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สำคัญของชาติ สภาศาสนสัมพันธ์ขอเรียกร้องให้ผู้นำและสถาบันศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย ได้ออกมาทำหน้าที่เตือนสติและให้ปัญญาแก่สังคม เพื่อให้พลังคุณธรรมแห่งศาสนาสามารถเป็นแสงสว่างในการกอบกู้วิกฤติของประเทศ
  8. ศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย  เล็งเห็นว่ากระบวนการปฏิรูปประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับสังคมไทย   จึงขอเสนอให้กระบวนการดังกล่าวนำหลักคำสอนของศาสนามาเป็นสาระสำคัญในการปฏิรูป  เพื่อให้มีคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


ผศ. ดร. อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา                                                                     พระราชวราจารย์

ประธานร่วมศาสนาเพื่อสันติภาพ สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย

12 มกราคม 2557


Note:

ศาสนาเพื่อสันติภาพ  สภาศาสนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย (Religions for Peace, Interreligious Council of Thailand) เป็นองค์กรเครือข่ายของ Religions for Peace International, กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของทุกศาสนา  ในการสร้างสันติภาพ  มีสมาชิกจากตัวแทนของศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย  โดยมี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  เป็นสำนักเลขานุการ โทร 02 441 0813 – 5 โทรสาร 02 441 0872-3

เว็บไซต์  http://www.thairfpirc.org

ความรุนแรง: ต้องหลีกเลี่ยง แต่ถ้ามันจะเกิด...โดย โคทม อารียา

Print PDF

ความรุนแรง: ต้องหลีกเลี่ยง

กำนันสุเทพจะนำมวลมหาประชาชนปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 มกราคม 2557 และสัญญาว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อวันก่อนผมไปนมัสการสมณะโพธิรักษ์ พ่อท่านให้ข้อคิดว่า ‘ให้ถือว่าฝ่ายไหนใช้ความรุนแรงก่อน ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้แพ้’ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การ์ดการชุมนุม อาสาสมัครเฝ้าระวังความรุนแรง และตำรวจมีการประชุมกันในวันที่ 12 มกราคม เพื่อร่วมมือป้องกันความรุนแรง ทุกคนดูเหมือนจะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ทำให้ผมนึกถึงบทละครเรื่อง ‘สงครามทรอยจะไม่เกิดขึ้น’ ซึ่งเขียนโดยนักเขียนฝรั่งเศสชื่อ ฌัง ชีโรดูส์ ในเรื่องนี้ทั้งเฮ็กตอร์ผู้นำของทรอยและยูลิสซิสผู้นำของกรีกต้องการสันติภาพ แต่ความพยายามของทั้งสองล้มเหลวลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำหลอกลวงของกวีหญิงชื่อเดโมกอส ในคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2535 เมื่อผู้ชุมนุมถูกสะกัดอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า ทั้งพลตรีจำลองและพลเอกสุจินดาต่างก็ไม่ต้องการความรุนแรง แต่มีตัวป่วนผู้จงใจเผาโรงพักนางเลิ้ง และจุดชนวนความรุนแรงขึ้นจนได้ ในวิกฤตครั้งนี้ จะมีใครไหมที่เล่นบทของกวีหญิงเดโมกอสหรือของตัวป่วนเผาโรงพัก การจุดชนวนความรุนแรงเป็นเรื่องง่ายและป้องกันได้ยาก ในวิกฤตครั้งนี้ได้มีการยิงกันถึงชีวิตแล้ว โชคดีที่ทุกฝ่ายได้ช่วยกันมิให้ความรุนแรงบานปลาย แต่ในการปิดกรุงเทพฯครั้งนี้ กำนันสุเทพเล่นแรง จนมติชนสุดสัปดาห์ขึ้นหน้าปกว่า เป็นบัตรเชิญให้รัฐประหาร เพราะถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น หลายคนคาดว่า ทหารมีข้ออ้างที่จะทำรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครอง

ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง สองเอาสองไม่เอา คือผมเห็นด้วยกับ การเลือกตั้ง และการปฏิรูปในวิถีทางประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ไม่เอาความรุนแรง และไม่เอารัฐประหาร ความรุนแรงนั้นต้องหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด แต่ถ้ามันจะเกิด จะทำอย่างไรดีเล่า... ถ้าทหารไม่ทำรัฐประหาร แต่อยากช่วยคลี่คลายสถานการณ์ จะทำอะไรได้บ้าง...

ขอเสนอว่า แม้จะเกิดความรุนแรงที่ทำท่าว่าจะขยายวงออกไป เราก็ยังไม่ควรระคายเคืองเบื้องยุคลบาทเหมือนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 หากเป็นโอกาสที่ฝ่ายทหารจะแสดงบทบาทในเชิงไกล่เกลี่ย โดยประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งผมเข้าใจว่าทหารมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบไว้ก่อนจากรัฐบาล (แต่ไม่ควรใช้ หากสถานการณ์ไม่บังคับจริง ๆ) จากนั้นขอให้จัดการประชุม โดยเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น หรืออาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้มาร่วมประชุม ได้แก่ กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ นปช. พรรคเพื่อไทย กกต. และกองทัพไทย เป็นต้น

ผมขอฝันเป็นฉากทัศน์หรือ scenario ของการตกลงกันเป็นมั่นเหมาะดังนี้

1)            ทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะหยุดความรุนแรง โดย กปปส. และ นปช. จะไม่จัดการชุมนุมในช่วงเวลานี้

2)            รัฐบาลโดยความจำเป็นของสถานการณ์จะออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่มีการลงนามในสัตยาบันรับรองข้อตกลงนี้ ทั้งนี้ โดยอนุโลมการนับวันตามมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งนับวันตั้งแต่การยุบสภาผู้แทนราษฎร

3)            กปปส. จะรณรงค์ให้ผู้สนับสนุนไปทำหน้าที่เลือกตั้งโดยกากบาทในช่อง ‘ไม่ประสงค์จะลงคะแนน’ หรือโนโหวต

4)               พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

5)            เพื่อให้คะแนนโนโหวตของ กปปส. มีผลในทางปฏิบัติ ขอเสนอให้พิจารณาการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเป็นการทั่วไป 4 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีคะแนนโนโหวตเฉลี่ยประมาณ 690,000 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนที่ไม่สนับสนุนหรือคัดค้านพรรคใดโดยเฉพาะ จึงขอเรียกว่าคะแนนโนโหวตยืนพื้น ดังนั้น ถ้าเอาคะแนนโนโหวตที่กากบาทในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้มาหักลบคะแนนโนโหวตยืนพื้น (690,000 คะแนน) ก็ถือว่าผลลบนี้เป็นคะแนนที่คัดค้านพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ขอให้มีการรณรงค์ให้สาธารณชนรับทราบด้วย

6)            ให้ถือว่าคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์เป็นคะแนนที่คัดค้านพรรคเพื่อไทยเช่นกัน โดยขอให้มีการรณรงค์ให้สาธารณชนรับทราบด้วย

7)            ให้ถือว่าคะแนนโนโหวตในบัญชีรายชื่อ (หักลบคะแนนยืนพื้น) บวกคะแนนบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวมเป็นคะแนนนิยม (popular vote) ที่คัดค้านพรรคเพื่อไทย

8)            พรรคเพื่อไทยรวมทั้ง นปช. ก็รณรงค์ให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนให้บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นคะแนนนิยมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

9)            ถ้าคะแนนนิยมคัดค้านพรรคเพื่อไทยมีมากกว่าคะแนนนิยมสนับสนุน และพรรคเพื่อไทยได้รับที่นั่งในสภาที่ไม่ใช่เสียงข้างมากเด็ดขาด (ได้ที่นั่งน้อยกว่า 251 ที่นั่ง) ถือว่าไม่ได้รับอาณัติที่เพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล จะสละสิทธิ์และเปิดโอกาสให้พรรคอื่นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

10)     ถ้าคะแนนนิยมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีมากกว่าคะแนนนิยมคัดค้าน หรือพรรคเพื่อไทยได้รับที่นั่งในสภาที่เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด ถือว่าได้รับอาณัติเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล

11)     กปปส. นปช. และกลุ่มพลังมวลชนจะเข้าร่วมในการปฏิรูปการเมืองและละเว้นการกดดันรัฐบาลในทางการเมืองในช่วงเวลาเช่น 2 ปี ของการปฏิรูปการเมือง

12)     ในช่วงเวลาของการปฏิรูปการเมือง ขอให้ตกลงกันก่อนว่าจะต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนกลาง ในความหมายว่าไม่ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ หากเห็นว่าควรเป็นคนกลาง ก็ขอให้รัฐสภาอาศัยมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญออกบทเฉพาะกาล มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 171 เฉพาะที่บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาใช้มีกำหนดสองปี และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 172 ให้นายกรัฐมนตรีได้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่าสองสาม (ปัจจุบันใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง) ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้มีกำหนดสองปีเช่นกัน

13)     รัฐบาลบริหารราชการให้เป็นไปตามนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมตามที่ได้หาเสียงไว้ ส่วนในด้านการเมืองจะไม่มีนโยบายพิเศษที่จะไปซ้อนกับการปฏิรูปการเมือง

14)     ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในส่วนที่เป็นงานด้านเศรษฐกิจสังคม และการเมืองตามปกติ โดยไม่รวมถึงการคัดค้านการปฏิรูปการเมือง

15)     รัฐบาลและฝ่ายค้านจะร่วมมือในฐานะเท่าเทียมกันในด้านการปฏิรูปการเมือง โดยจะออกกฎหมายรองรับให้มีคณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง ตามการถวายคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตามแบบฉบับของสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างอิสระจากรัฐบาลและอย่างมีประสิทธิผล แล้วดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมกาธิการขึ้นอย่างน้อย 5 คณะคือ คณะว่าด้วยการกระจายอำนาจ คณะว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คณะว่าด้วยการลดการทุจริตประพฤติมิชอบ คณะว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของเนื้อหา และคณะว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของกระบวนการ

16)     สำหรับคณะราชกรรมาธิการแต่ละคณะ ให้มีคนกลางที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยอมรับได้เป็นแกนนำ และทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. นปช. ภาคราชการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในประเด็นที่คณะราชกรรมาธิการจะศึกษาเสนอแนะ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการ โดยฝ่ายบริหารจัดให้มีกลไกและกระบวนการปฏิรูปที่จริงจัง สำนักงานคณะราชกรรมาธิการมีบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ มีอาสาสมัครทำงานเต็มเวลาที่ทำงานการมีส่วนร่วมในภาคสนาม และมีการสื่อสารกับสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี

17)     หากคณะกรรมการหรือสภาปฏิรูปการเมืองมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปขนาดใหญ่ เช่นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีการลงประชามติ ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ

18)     เมื่อครบกำหนด  2 ปี ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามการผลของการปฏิรูปที่มุ่งให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม

คณะราชกรรมาธิการ

Print PDF

คณะราชกรรมาธิการ

ผมเห็นด้วยว่าในยามวิกฤตนี้  เราควรแสวงจุดร่วมให้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีคณะบุคคลจากฝ่ายวิชาการและประชาสังคม มาเสนอจุดร่วมว่า ‘2 ไม่เอา 2 เอา’ คือไม่เอาความรุนแรงและรัฐประหาร และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งและการปฏิรูปในวิถีประชาธิปไตย ผมก็ขอสนับสนุนการริเริ่มของคณะบุคลดังกล่าวมา ณ โอกาสนี้ ขณะเดียวกัน ก็อยากช่วยเสริม โดยพยายามคิดจะเอาอะไร ไม่เอาอะไรดีในเชิงวิธีการหรือกระบวนการ

ปัญหาในเชิงวิธีการข้อหนึ่งในเวลานี้คือ วัฒนธรรมเลขสอง (dualism) หรือการแบ่งเป็นสองข้าง ข้างเราถูก ข้างเขาผิด ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้ สิ่งที่มาสนับสนุนการแบ่งข้างเช่นนี้คือวาทกรรม  ซึ่งผมขอให้นิยามง่าย ๆ ในแง่หนึ่งว่า เป็นการปั้นคำให้เป็นตัว (objectivisation of words) ในแง่นี้ มีวลีที่พูดซ้ำ ๆ อธิบายบ่อย ๆ จนติดตลาด และกลายเป็นความเชื่อที่ติดตัว เช่น เผาบ้านเผาเมือง มือเปื้อนเลือด นอกจากนี้ ยังมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ใช้ธงชาติ ใช้สี ตลอดจนเครื่องเครา (paraphernalia) ต่าง ๆ นวตกรรมล่าสุดคือนกหวีดพร้อมสายคล้องคอสีธงชาติ ก่อนหน้านี้มีมือตบ ตีนตบ เป็นต้น

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวพ้นวัฒนธรรมเลขสอง เราต้องพยายามสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้น เช่นตอนนี้มีผู้จุดเทียนในเชิงสัญลักษณ์ มีการรณรงค์รักษาสิทธิเลือกตั้ง แต่เราจะก้าวพ้นการแบ่งข้างไปได้ยาก หากยังติดกับอยู่กับการด่วนตัดสินและการบ่มเพาะความเกลียดชัง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้างคือ เพิ่ม ‘1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)’ ดังนี้ ไม่เอามิจฉาวาจา ได้แก่การพูดปด การพูดหยาบคาย การพูดอาฆาตมาดร้าย และการพูดส่อเสียด หรือถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ก็อาจจะกล่าวว่า ไม่เอาการพูดเข้าข้างแต่พวกเรา หรือพูดเอาแต่ได้ ไม่เอาการพูดเพียงถล่มอีกฝ่าย หรือพูดเอาแต่ด่า ส่วนเรื่องที่ควรทำคือ ใช้สัมมาวาจา ได้แก่การพูดความจริง การพูดสุภาพ การพูดให้ถูกกาลเทศะ และพูดให้เกิดประโยชน์ ถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ก็อาจจะกล่าวว่า เอาการพูดที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง สรุปคือ ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา

ในวัฒนธรรมเลขสอง นอกจากการสรรเสริญว่าเราถูก และก่นด่าว่าเขาผิดแล้ว ยังมีความเชื่อและพยายามอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเอาชนะ ทำให้ไม่สามารถมีการพูดคุยหรือเจรจากันได้ คำกล่าวที่ใช้ปฏิเสธการพูดคุยคือ ‘เราเลยจุดนั้นไปแล้ว’ ‘ไม่อยากพูดคุยกับคนพาล’ ‘ไม่มีประโยชน์เพราะไว้ใจเขาไม่ได้เลย’ ‘ไม่ต้องหาทางออกร่วมกันหรอก ขอให้รับข้อเสนอที่ถูกต้องของเราก็เป็นทางออกแล้ว’ ‘เราไม่สามารถถอยได้แม้แต่ก้าวเดียว’ ‘นี่เป็นโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะได้ชัยชนะ’ ฯลฯ มูลเหตุจูงใจอาจอยู่ที่ประโยคหลังนี้นี่เอง คือฝ่ายที่คิดว่าฝ่ายเราได้เปรียบก็คิดจะเดินหน้าต่อไปเพื่อชัยชนะที่สมบูรณ์ เพื่ออำนาจที่ตนจะนำมาจัดการกับปัญหาตามที่ฝ่ายตนเห็นว่าถูก เพื่อกำจัดอีกฝ่ายออกไปจากเวทีการเมือง ฯลฯ แต่ถ้าคิดว่าฝ่ายเราเพลี่ยงพล้ำ ก็อาจพอคุยกันได้ เพียงแต่พอสถานการณ์หรือกระแสเปลี่ยน ก็จะบอกปัดว่าจังหวะนี้ไม่พร้อมพูดคุยแล้ว สรุปก็คือ การพูดคุยเกิดขึ้นได้ยากเพราะ 1) ไม่มีแรงกดดันจากสังคมหรือจากพลังที่สามที่เพียงพอจนจำต้องพูดคุย หรือ 2) ในการประเมินสถานการณ์ มักไม่ประเมินว่าต่างฝ่ายต่างมีพลังยันกันอยู่อย่างสมดุล หรือมักไม่ประเมินว่ากำลังจะเพลี่ยงพล้ำทั้งคู่ หรือ 3) ยังไม่ได้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่จะรับได้ เพราะมักเชื่อว่าขอให้ยอมทนการสูญเสียสักเล็กน้อยในตอนนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

ในการก้าวพ้นความคิดที่จะเอาชนะกันให้จงได้ของวัฒนธรรมเลขสอง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้างโดยเพิ่ม ‘1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)’ อีกหนึ่งชุดคือ ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก

คำถามต่อไปก็คือ แล้วจะให้พูดคุยเจรจากันเรื่องอะไร คงไม่ใช่ให้มาเถียงกันว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ซึ่งเป็นวลีแห่งวาทกรรมให้เกิดความคิดตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น อย่าลืมว่าการพูดคุยหาทางออกเมื่อครั้งวิกฤตปี พ.ศ. 2553 นั้น แม้สองฝ่ายจะเห็นด้วยในหลักการว่าจะยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่ไปยึดติดกับจังหวะเวลาที่จะยุบจนไม่สามารถตกลงกันได้ มาคราวนี้ ควรพูดคุยกันในเรื่องการปฏิรูป ซึ่งดูเหมือนว่าทุกฝ่าย ‘จะเอาด้วย’ อยู่แล้ว แต่ในเบื้องต้น ควรพูดคุยในเรื่องหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป เช่น การกระจายอำนาจ การลดความเหลื่อมล้ำ การลดการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบเลือกตั้งและการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น เพราะการลงรายละเอียดต้องใช้เวลาและต้องมีกระบวนการที่ดี นอกจากพูดเรื่องหัวข้อแล้ว ขอให้พูดเรื่องวิธีการปฏิรูปเป็นสำคัญ

ที่ผ่านมา มีการเสนอวิธีการปฏิรูปโดยให้มีองค์กรมาทำหน้าที่นี้ โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่นสภาประชาชน สภาปฏิรูปประเทศ สภาปฏิรูปการเมือง ส่วนที่มาของสภาฯก็มีการเสนออย่างหลากหลาย เช่นการแต่งตั้งส่วนหนึ่งและการเลือกตั้งตามสาขาอาชีพอีกส่วนหนึ่ง การสรรหาบุคคลซึ่งมีที่มาอันหลากหลายให้ประกอบกันเป็นเป็นสมัชชาเพื่อเลือกกันเองเป็นสภาปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

ในที่นี้ขอเสนอทางเลือกเพื่อประกอบการพิจารณาอีกทางหนึ่งคือ การปฏิรูปโดยองค์กรที่มีชื่อว่า คณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ข้อเสนอนี้ต่างจากการมีสภาฯอยู่ตรงที่ว่า สภาฯจะดูแลการปฏิรูปในทุกด้าน แต่คณะราชกรรมาธิการจะดูแลการปฏิรูปเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งต่างก็มีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัว

เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคณะราชกรรมาธิการ แต่อันที่จริง ในราชอาณาจักรหลายแห่ง เช่นสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย คานาดา นิวซีแลนด์ และซาอุดี อาราเบีย เขาก็มีคณะราชกรรมาธิการหรือ Royal Commission มานานแล้ว เช่นในออสเตรเลีย มีการออกกฎหมายชื่อว่า Royal Commission Act ในปี ค.ศ. 1902 ตั้งแต่การออกกฎหมายนั้นจนถึงบัดนี้ ออสเตรเลียได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการมาแล้ว 130 คณะ ล่าสุดในปี ค.ศ. 2012 ได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการว่าด้วยการตอบสนองเชิงสถาบันต่อการละเมิดทางเพศต่อเด็ก อำนาจหน้าที่ของคณะราชกรรมาธิการจะมีตามข้อกำหนด (Term of Reference) ของการแต่งตั้ง บางคณะมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน (inquiry or investigation) การเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล การรับฟังความเห็นทั้งในทางเปิดเผยและไม่เปิดเผย คณะราชกรรมาธิการจะทำรายงานเสนอต่อผู้มีอำนาจหน้าที่และสาธารณชน บ่อยครั้งทีเดียวที่รายงานเหล่านี้จะมีผล โดยรัฐบาลรับข้อเสนอบางข้อหรือทั้งหมดไปดำเนินการรวมทั้งการออกเป็นกฎหมาย

ข้อเสนอในเชิงกระบวนการปฏิรูปก็คือ ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือในฐานะเท่าเทียมกันในด้านการปฏิรูปการเมือง โดยออกกฎหมายรองรับให้มีคณะราชกรรมาธิการ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง ตามการถวายคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คณะราชกรรมาธิการสามารถทำงานได้อย่างอิสระจากรัฐบาลและอย่างมีประสิทธิผล โดยรัฐบาลไม่สามารถปลดคณะราชกรรมาธิการได้ หากมีกรณีที่คณะราชกรรมาธิการไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติเกิดข้อกำหนด ก็ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยและสั่งยกเลิกคณะราชกรรมาธิการได้  เมื่อมีกฎหมายแล้ว ก็ดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการขึ้นมาหลายคณะ แต่ละคณะจะมีข้อกำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปเป็นเรื่อง ๆ ไป ตามแต่จะพูดคุยตกลงกันในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว

สำหรับการได้มาซึ่งกรรมาธิการในแต่ละคณะ ขอเสนอให้ มีคนกลางที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยอมรับได้เป็นแกนนำ และให้ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. นปช. ภาคราชการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในประเด็นที่คณะราชกรรมาธิการจะศึกษาเสนอแนะ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการ โดยฝ่ายบริหารจัดให้มีกลไกและกระบวนการปฏิรูปที่จริงจัง โดยสำนักงานคณะราชกรรมาธิการมีบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ มีอาสาสมัครทำงานเต็มเวลาที่ทำงานการมีส่วนร่วมในภาคสนาม และมีการสื่อสารกับสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี หากคณะราชกรรมาธิการมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปขนาดใหญ่ เช่นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีการลงประชามติ ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ

สรุปก็คือ ผมมองว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมเลขสองหรือการแบ่งข้าง ‘ข้างเราถูก ข้างเขาผิด’ ซึ่งจะต้องก้าวพ้นไปเป็น ‘ข้างเราถูกบ้าง ข้างเขาผิดบ้าง’ หรือ ‘เรามีจุดร่วมที่ทำให้เห็นว่า เราถูกทั้งคู่’ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการก้าวพ้นดังกล่าวคือ การหักด่านวาทกรรมเกลียดชังโดย ‘ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา’ นั่นเอง องค์ประกอบอีกด้านหนึ่งของวัฒนธรรมเลขสองคือ ‘ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้’ ซึ่งอาจก้าวพ้นได้โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็น ‘ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก’สุดท้ายขอเสนอว่าในการพูดคุยเจรจานั้น ขอให้พูดคุยในเบื้องต้นในหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป แล้วดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการมาศึกษาแนะนำการปฏิรูปแยกเป็นหัวข้อ ๆ ไป ทำให้ได้การทำงานโดยบุคคลที่ตรงกับงาน ทำงานอิสระจากรัฐบาลเพราะมาจากการโปรดเกล้า และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล

โดย...โคทม อารียา

Article in Thai language only.

Print PDF

หลักการและเหตุผล

ท่ามกลางความโกลาหลทางการเมืองที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อมา 8 ปีนั้น มีการปล่อยข่าวลือ สื่อความเกลียด เหยียดความเป็นคน ผลักคนให้เลือกข้าง สร้างความสับสน และหนีไม่พ้นความรุนแรง หลายต่อหลายครั้ง สิ่งที่ขาดหายไปคือความไว้วางใจ ความห่วงใย การตั้งใจฟัง และการมีสัมมาวาจา เป็นต้น ที่สำคัญคือ เราขาดพื้นที่ที่จะสื่อความรู้สึกถึงกัน ให้ได้ยินและเห็นถึงความเป็นคนผู้มีสุขมีทุกข์ มีดีมีร้ายเหมือน ๆ กันทุกคน เราขาดพื้นที่ที่ทุกคนมีความสบายใจที่จะถกแถลงแจงเหตุผลแก่กันและกันอย่างสร้างสรรค์ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษาการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงได้ปรึกษาหารือกัน และเห็นควรจัดการประชุมที่เป็นพื้นที่สื่อความรู้สึกและความคิดอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์


วัตถุประสงค์

1)      จัดให้มีพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมสามารถสื่อความรู้สึกเละเสนอความคิดของตนได้อย่างเต็มที่เต็มพลัง โดยไม่ประสงค์ร้ายต่อกัน และถือว่าทุกความรู้สึกมีความหมาย ทุกความคิดมีความสำคัญ

2)      ร่วมกันเสนอความคิดที่อาจช่วยแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์

3)      ประมวลความรู้สึกและความคิดเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน

วันเวลาและสถานที่

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2556 เวลา 8.30 - 15.40 น. ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล (Mahidol Learning Center) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม และเวลา  16.00 - 18.00 น. ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2556 เวลา 8.30 – 16.00 น. ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล  (Mahidol Learning Center) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม

ติดต่อสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวัลลภ โทร. 02-441-0813-5 ต่อ1109

ดาวน์โหลดไฟล์

  • หลักการโครงการ/หนังสือเชิญ
  • ใบตอบรับ

ฉลาดชุมนุม โดย เครือข่ายสันติวิธี

Print PDF

No Translate