Home ARCHIVE Lastest News

Lastest News

โครงการปั่นจักรยานสานสัมพันธ์ชุมชนสามจังหวัดชายแดนใต้

Print PDF


ความสำคัญและที่มา:

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้ร่วมมือกับสำนักพิพิธภัณฑ์ มอ.ปัตตานี และองค์กรชุมชนสามจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสายบุรีในสามจังหวัดชายแดนใต้ ช่วงปี 2551 ถึง 2557   หลังจบงานวิจัย องค์กรชุมชนและเครือข่ายได้ยกระดับการทำงานขึ้นเป็นสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี  และได้นำผลการศึกษาวิจัยและข้อเสนอทางนโยบายมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่  เช่นปัญหาการบริหารจัดการที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ การกัดเซาะชายฝั่ง การประมง นาร้าง และโรงงานแปรรูปยางพารา  ตลอดจนประสานความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังได้พัฒนารูปแบบการทำงานใหม่ๆ เพื่อเชื่อมและสานสัมพันธ์ระหว่างชุมชนสมาชิกสมาคมลุ่มน้ำสายบุรีและระหว่างสมาคมกับองค์กรภายนอกเพื่อให้การขับเคลื่อนงานวิจัยจากภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องและได้ผลเป็นรูปธรรม

ในเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายฯ ดังกล่าวข้างต้นได้จัดกิจกรรมการปั่นจักรยานเยี่ยมเยียนชุมชนที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์นำร่อง ผลจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวพบว่า ในแต่ละชุมชนที่เครือข่ายฯ ได้ปั่นจักรยานผ่าน และมีกิจกรรมติดตามการนำผลวิจัยไปทดลองปฏิบัติในพื้นที่และมีการแวะเยี่ยมเยียนชุมชนในระหว่างเส้นทางที่ขบวนได้เคลื่อนผ่าน ทำให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดและสร้างสัมพันธ์เชิงบวกได้มาก  นอกจากนั้น ผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีชมรมจักรยานในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมาสมาชิกประกอบด้วยข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมืองและประชาชนในท้องถิ่นมาร่วมให้การต้อนรับพูดคุยและร่วมปั่นจักรยานเป็นช่วงๆ  เมื่อจบงานจึงสรุปได้ว่าการปั่นจักรยานไปหาชุมชนดังกล่าวนี้ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้นักวิจัยชุมชนแล้ว ยังช่วยสร้างสานสัมพันธ์คนในชุมชนเดียวกัน ระหว่างชุมชนกับชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับคนภายนอกได้เป็นอย่างดี  การปั่นจักรยานเยี่ยมเยียนชุมชนในหลายๆ พื้นที่กลายเป็นนวัตกรรมการติดตามผลการวิจัยและการประยุกต์ใช้ผลการวิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชนในทางที่ดี  สมาชิกในเครือข่ายสมาคมฯ จึงเห็นชอบร่วมกันที่จะให้มีการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานต่อเนื่องทุกปี และให้ขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานให้มากขึ้น โดยในปี 2559 กำหนดจัดกิจกรรมใน “โครงการปั่นจักรยานสานสัมพันธ์ชุมชนสามจังหวัดชายแดนใต้” ขึ้นในช่วงเดือนมกราคม

วัตถุประสงค์ :

1. เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักวิจัยและชุมชนเครือข่ายวิจัยลุ่มน้ำสายบุรี ในการขับเคลื่อนความร่วมมือแบบประชารัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรในสามจังหวัดชายแดนใต้

2. เพื่อรณรงค์ปลุกจิตสำนึกชุมชน หน่วยงาน และประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้สนใจ ริเริ่ม และมีส่วนร่วมร่วมในกิจการการปกป้องดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

3. เพื่อสร้างเสริมสุขภาพของสมาชิกสมาคมลุ่มน้ำสายบุรีและประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมกิจกรรม

คลิกที่นี่>>ดาวน์โหลดเส้นทางทางการปั่นจักรยานและจุดแวะพัก





CALL FOR APPLICATION 2016 MA

Print PDF

CALL FOR APPLICATION 2016 PhD

Print PDF

CALL FOR APPLICATION 2016 PhD

เรียนต่อโท - เอก ที่มหิดล ได้แล้ว วันนี้ !!

Print PDF

** บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล  เปิดรับสมัครนักศึกษา  ประจำปีการศึกษา 2559 **

ระดับปริญญาเอก  ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง  ปริญญาโท  ประกาศนียบัตรบัณฑิต

กว่า 200 สาขาวิชา  ทั้งหลักสูตรไทย - หลักสูตรนานาชาติ  (ภาคปกติ - ภาคพิเศษ) **พร้อมทุนการศึกษาจำนวนมาก**

 

หลักสูตรที่เปิดสอน

-  กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

-  กลุ่มวิทยาศาสตร์การแพทย์คลีนิก

-  กลุ่มสาธารณสุขศาสตร์

-  กลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์

-  กลุ่มภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมและการศึกษา

-  กลุ่มทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ดูรายละเอียดหลักสูตรที่เปิดสอนเพิ่มเติมได้ที่

http://www.grad.mahidol.ac.th/th/prospective-students/curriculum.php

สอบครั้งที่ 1

รับสมัคร : 1  ตุลาคม  -  4  ธันวาคม  2558

สอบครั้งที่ 2

รับสมัคร : 5  ธันวาคม  2558 - 12  กุมภาพันธ์ 2559

 

สมัครผ่านระบบ Online  Admission  ที่ www.grad.mahidol.ac.th

รายชื่อหลักสูตรสาขาวิชาที่เปิดรับประจำปีการศึกษา 2559

http://www.grad.mahidol.ac.th/th/prospective-students/estimate.php

สอบถามโทร. 0 2441  4125  ต่อ 112 - 113, 208 - 210

E - mail This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

Resolving Statelessness in Asia and the Pacific: IHRP joins forces with the Asia Pacific Refugee Rights Network (APRRN) and UNHCR to address statelessness

Print PDF

Press Release

June 17, 2015


Civil Society in the Asia Pacific agrees to unite to end statelessness


BANGKOK, June 17 – Civil society groups in the Asia and the Pacific have agreed to set up a new and dedicated network to prevent and eradicate statelessness in the region and advocate for the right of every person to a nationality.


This commitment was announced on Tuesday at the end of a two-day Civil Society retreat on Resolving Statelessness in Asia and the Pacific held at Mahidol University in Salaya, Thailand. The retreat was organised jointly by the Asia Pacific Refugee Rights Network (APRRN), the Institute of Human Rights and Peace Studies at Mahidol University and UNHCR. It drew over 40 participants from non-governmental organizations and academia in 14 countries, including Australia, Bangladesh, Cambodia, Indonesia, Japan, Malaysia, Myanmar, Nepal, Republic of Korea and Thailand.


Globally at least 10 million people are believed to be stateless, that is to say that they are not considered nationals by any State. While data has improved over the years, currently reliable information is only available for some 3.5 million people of concern under UNHCR’s statelessness mandate, of whom more than 40 per cent live in the Asia-Pacific region.


“Statelessness is an anomaly,” said Professor Sriprarapha Petcharamsesree, Acting Director of the Institute of Human Rights of Peace Studies at Mahidol University. “In order to correct this academics and researchers in the region should ensure that the situation of people without a nationality and uncertain legal status is better understood and that decisions that are made about them also include them.”


Anoop Sukumaran, Executive Director of APRRN, added, “Statelessness and forced migration are often integrally linked. Statelessness is a key cause of forced displacement and the children of refugees born in exile are particularly at risk of being left without a nationality.”


UNHCR has the goal of ending statelessness globally by 2024 and this is one of the agency’s regional priorities in Asia and the Pacific.


“Past successes have shown us that civil society is key to preventing and reducing statelessness in the region,” said Alistair Boulton, UNHCR’s Assistant Regional Representative for Protection in Bangkok. “We warmly welcome the decision to establish a new network to contribute to the resolution of statelessness.”


During the retreat, UNHCR launched the 10-point Global Action Plan to end statelessness by 2024 to civil society in the region which focuses on resolving current situations of statelessness and preventing statelessness from occurring in the future. Speakers from civil society shared achievements in helping Governments to resolve situations of statelessness in Bangladesh, Malaysia, Sri Lanka and Thailand.


Ramiah Yogarajan, a Member of Parliament in Sri Lanka, described a series of amendments that were made to Sri Lankan nationality law to ensure citizenship for persons of Indian origin whose ancestors had migrated in colonial times. Nationality documentation was issued to new citizens in 2004 by the Government with the support of the Ceylon Workers Congress and UNHCR.


“The political consensus reflected in the 2003 Act being passed unanimously by the Sri Lankan Parliament was a unique achievement of reconciliation in the midst of ethnic conflict,” he noted.


A core group of academics, experts and NGO staff took responsibility for developing the network and continuing consultations with stateless people and other stakeholders and to build upon the positive momentum that has come out of the retreat.